Tuesday, June 07, 2011

เอกสารของพลโทอาลี มูรโตโป เรื่อง “ทวิภารกิจของกองทัพ”

ใน ค.ศ.1972 ศูนย์ยุทธศาสตร์ศึกษาและนานาชาติศึกษา (CSIS) ซึ่งตั้งอยู่ในจาการตาได้ตีพิมพ์เอกสารสำคัญชิ้นหนึ่ง คือ The Acceleration and Modernization of 25 Years’ Development เอกสารชิ้นที่คัดเลือกนำมานี้ตีพิมพ์อยู่ในหนังสือเล่มดังกล่าว แม้ว่าข้อเขียนชิ้นนี้จะได้รับการตีพิมพ์ภายใต้ชื่อของอาลี มูรโตโป แต่เชื่อกันว่าคณะที่ปรึกษาของศูนย์ยุทธศาสตร์ศึกษาและนานาชาติศึกษาซึ่งส่วนใหญ่จบมาจากสหรัฐฯ มีส่วนร่วมอยู่มากในงานเขียนเชิงนโยบายชิ้นนี้ เอกสารชิ้นนี้ต่อมาถูกตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษเมื่อ ค.ศ.1973 และเผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวาง เนื้อหาส่วนที่นำมาแปลนี้นำมาจากฉบับภาษาอังกฤษที่ David Bourchier กับ Vedi Hadiz ได้แก้ไขไปบ้างเพื่อให้สอดคล้องกับภาษาอินโดนีเซียในต้นฉบับเดิม

ในประเทศอินโดนีเซีย กองทัพถือกำเนิดขึ้นจากประชาชนและมีชีวิตอยู่ท่ามกลางประชาชนตั้งแต่ช่วงเวลาแรกแห่งการระเบิดขึ้นของการปฏิวัติทางกายภาพเพื่อต่อต้านลัทธิอาณานิคมเพื่อให้บรรลุถึงความเป็นเอกราชของเรา หลังจากได้บรรลุถึงความเป็นเอกราชของชาติแล้ว กองทัพก็ได้เข้าร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับประชาชนเพื่อนำเอกราชไปสู่ดอกผลต่อไป ดังนั้นกองทัพอินโดนีเซียจึงไม่ได้เป็นเพียงกองทัพอาชีพเพื่อเป้าหมายในการดูแลการป้องกันชาติและความมั่นคงของชาติ แต่ยังเป็นพลังทางสังคมอีกอย่างหนึ่งอีกด้วย ความคิดเช่นนี้เป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในประวัติศาสตร์อินโดนีเซียนับตั้งแต่ได้รับเอกราช นับตั้งแต่จุดเริ่มต้น กองทัพก็ได้ปฏิบัติภารกิจสองอย่างนี้คู่ขนานกัน อันเป็นที่รู้จักกันในทุกวันนี้ว่า “ทวิภารกิจ” (dwifungsi)

ทั้งยังเป็นข้อเท็จจริงแห่งประวัติศาสตร์อีกด้วยว่า กองทัพคือผู้พิทักษ์และผู้ปกปักรักษาหลักปัญจศีลจากการเบี่ยงเบนหรือความพยายามใดๆ ที่จะบ่อนทำลายหลักการนี้ทุกประเภท ไม่ว่าจะโดยจากฝ่ายขวาจัดหรือจากฝ่ายซ้ายจัด

นับตั้งแต่การปรากฏตัวขึ้นของ “ยุคระเบียบใหม่” ในอินโดนีเซียหลังจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 30 กันยายน ค.ศ.1965 ของพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย (PKI) และการล่มสลายของ “ยุคระเบียบเก่า” กองทัพก็ได้มีบทบาทสำคัญในชีวิตของชาติในหลายด้านด้วยกัน ยิ่งไปกว่านั้น กองทัพยังได้ปรากฏตัวขึ้นในฐานะอำนาจอันมั่นคงเสถียรและทรงพลานุภาพอยู่เบื้องหลังนโยบายต่างๆ ของ “ยุคระเบียบใหม่”

นอกเหนือจากข้อพิจารณาเชิงประวัติศาสตร์เหล่านั้นแล้ว หลักทวิภารกิจของกองทัพยังมีพื้นฐานจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ซึ่งทำให้เป็นไปได้ที่จะนำเอาหลักทวิภารกิจมาปฏิบัติให้ขยายและพัฒนาไปตามวิถีธรรมชาติและสอดคล้องกับหลักปัญจศีลและรัฐธรรมนูญฉบับ ค.ศ.1945

ประการแรก ในคำปรารภของรัฐธรรมนูญ ค.ศ.1945 ระบุว่า: “การต่อสู้ของขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อเอกราชได้บรรลุถึงชั่วยามแห่งการเฉลิมฉลอง เนื่องจากได้นำพาประชาชนแห่งอินโดนีเซียอยู่รอดปลอดภัยมาได้จนถึงประตูแห่งเอกราชของรัฐอินโดนีเซีย อันเสรี เป็นเอกภาพ มีอธิปไตย ยุติธรรมและรุ่งเรืองสถาพร” การต่อสู้เพื่อให้บรรลุถึงเอกราชของชาติจะดำเนินต่อไปสู่การต่อสู้เพื่อธำรงรักษาความเป็นเอกภาพ อธิปไตย ความยุติธรรมและความรุ่งเรืองสถาพรของชาติ ดังนั้นกองทัพซึ่งมีบทบาทแข็งขันในการปลดปล่อยประชาชนและรัฐอินโดนีเซียจากโซ่ตรวนแห่งอาณานิคม จึงมีหน้าที่รับผิดชอบที่จะต้องร่วมต่อสู้ในทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจและวัฒนธรรม เพื่อที่จะรักษาความมั่นคง พิทักษ์ป้องกันและบรรลุถึงพันธะสัญญาที่ปรากฏอยู่ในเอกราชของชาติ

ประการที่สอง ควรบันทึกไว้ด้วยว่ามาตรา 30 วรรค 1 ในรัฐธรรมนูญ ค.ศ.1945 ระบุว่า: “พลเมืองทุกคนจะต้องมีสิทธิและมีหน้าที่ร่วมกันในการป้องกันประเทศ” ถ้าหลักการนี้ได้รับการยอมรับว่าพลเมืองทุกคนมีสิทธิและหน้าที่ในการป้องกันประเทศ ตลอดจนการปฏิบัติตามหน้าที่พื้นฐานต่างๆ ของตน... กองทัพซึ่งมีหน้าที่หลักคือการป้องกันประเทศก็ควรจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ในด้านอื่นๆ เพื่อพิทักษ์ปกป้องและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ประเทศได้เช่นกัน

ประการที่สาม มาตรา 10 แห่งรัฐธรรมนูญ ค.ศ.1945 ระบุว่า: “ประธานาธิบดีจะต้องมีสิทธิอำนาจสูงสุดเหนือกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ” ทั้งยังระบุแจกแจงไว้อีกด้วยว่า “ประธานาธิบดีมีอำนาจตามมาตราเหล่านี้โดยสิทธิอันชอบในฐานะที่ดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดี” และ “นอกเหนือจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ประธานาธิบดีคือผู้มีอำนาจบริหารสูงสุดของประเทศ สิทธิอำนาจและความรับผิดชอบจะต้องอยู่ในมือของประธานาธิบดี” ด้วยหลักที่ว่านี้ จึงสามารถสรุปได้ว่าประธานาธิบดีมีสิทธิที่จะใช้กองทัพในการสร้างและป้องกันรัฐปัญจศีล (Pancasila state) แห่งนี้ได้ในทุกด้าน

ประการที่สี่ มาตรา 3 ของมติสภาผู้แทนราษฎรเลขที่ xxiv/1966 ระบุว่า ข้อพิจารณาพื้นฐานในเรื่องนโยบายการป้องกันและความมั่นคงของประเทศ คือ:

1 คำอธิบายที่ได้จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม/ผู้บัญชาการเหล่าทัพต่อสภาผู้แทนราษฎร (DPR-GR) เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ค.ศ.1966 และวันที่ 24 พฤษภาคม ค.ศ.1966 ที่ยืนยันถึงสถานะของกองทัพในฐานะที่เป็นกลไกแห่งการปฏิวัติและกลไกแห่งรัฐ นอกเหนือจากกลไกอื่นๆ

และ

7 หน้าที่ทางสังคม-การเมืองของบรรดาเจ้าหน้าที่ของกองทัพ ในฐานะที่เป็นพลเมืองและผู้สนับสนุนการปฏิวัติปัญจศีล ต้องรวมถึงกิจการอื่นๆ ทุกด้านเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่หลัก Ampera และการปฏิวัติ ควรได้รับการรับรองและสามารถดำเนินการได้ต่อไป....

ประการสุดท้าย การป้องกันประเทศและหลักการความมั่นคงและหลักการต่อสู้ของกองทัพ ซึ่งได้ถูกจัดทำขึ้นโดยการประชุมสัมมนาเรื่องการป้องกันประเทศและความมั่นคงของชาติ (12-21 พฤศจิกายน ค.ศ.1966) ในกรุงจาการตาและได้รับการรับรองโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและความมั่นคงคนที่ 1 เลขที่ KEP/B/177/1966 เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน ค.ศ.1966 โดยถูกนำไปปฏิบัติใช้กับทุกเหล่าทัพตามคำสั่งของพลเอกสุฮารโตเมื่อวันที่ 31 มีนาคม ค.ศ.1967 ระบุไว้ในบทที่ 7 ว่า:

นอกเหนือจากภารกิจในฐานะที่เป็นผู้ธำรงรักษาอำนาจรัฐในด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงแล้ว กองทัพควรมีภาระช่วยดูแลในกิจการอื่นๆ นอกเหนือจากการป้องกันประเทศและความมั่นคง ในบริบทเช่นนี้ กองทัพได้ร่วมก่อตั้งกลุ่มอาชีพขึ้นและมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายของรัฐ (บทนำทั่วไป)

หน้าที่หลักของกองทัพในฐานะกลุ่มอาชีพ คือ มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในกิจการทุกด้านของรัฐและประชาชนในด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม เพื่อที่จะบรรลุถึงเป้าหมายของการปฏิวัติอินโดนีเซีย เพื่อให้เป็นไปตามคำขวัญ Ampera

บทบาทหน้าที่ตามอาชีพ (Karya function)

เพื่อที่จะปฏิบัติตามภารกิจพื้นฐานในฐานะกลุ่มอาชีพ กองทัพควรมีส่วนร่วมในการพัฒนาและการสนับสนุนและช่วยสร้างความมั่นคงให้แก่ทุกด้านของชีวิตทางอุดมการณ์ ทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ ทางการเงิน ทางจิตวิญญาณ และทางสังคม-วัฒนธรรม เพื่อยังความเข้มแข็งให้แก่การปฏิวัติอินโดนีเซีย

การประกาศให้พรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซียเป็นสิ่งผิดกฎหมาย

มติของสภาที่ปรึกษาประชาชนชั่วคราวแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ลำดับที่ xxv/MPRS/1996 เกี่ยวกับ:

การยุบเลิกพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย การประกาศให้พรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซียเป็นองค์กรผิดกฎหมายในทุกภาคส่วนของสาธารณรัฐอินโดนีเซีย และการห้ามมีกิจกรรมทุกอย่างเพื่อเผยแพร่หรือบ่มเพาะแนวคิดหรือคำสอนแบบคอมมิวนิสต์/มาร์กซิสม์/เลนินนิสต์

โดยการอำนวยพรของพระผู้เป็นเจ้า สภาที่ปรึกษาประชาชนชั่วคราวแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย

เมื่อพิจารณาถึง:

การที่แนวคิดหรือคำสอนแบบคอมมิวนิสต์/มาร์กซิสม์/เลนินนิสต์ขัดแย้งอย่างถึงรากต่อหลักปัญจศีล

การเป็นที่ประจักษ์ว่า ผู้คนและกลุ่มต่างๆ ในอินโดนีเซียที่ยึดถือแนวคิดหรือคำสอนแบบคอมมิวนิสต์/มาร์กซิสม์/เลนินนิสต์ โดยเฉพาะพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย ได้พยายามยึดอำนาจจากรัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมายของสาธารณรัฐอินโดนีเซียในโอกาสต่างๆ หลายวาระ

การที่จำเป็นต้องใช้มาตรการอันเข้มงวดในการต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซียหรือต่อต้านการเผยแพร่หรือบ่มเพาะแนวคิดหรือคำสอนแบบคอมมิวนิสต์/มาร์กซิสม์/เลนินนิสต์

โดยยึดหลักของ:

มาตราที่ 1 วรรค 2 และมาตราที่ 2 วรรค 3 ของรัฐธรรมนูญฉบับ ค.ศ.1945

หลังจากที่ได้พิจารณา:

รายละเอียดต่างๆ ของสภาที่ปรึกษาประชาชนชั่วคราวในระหว่างวันที่ 20 มิถุนายน จนถึง 5 กรกฎาคม 1966

จึงตัดสินใจให้:

มีมติเกี่ยวกับการยุบเลิกพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย การประกาศให้พรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซียเป็นองค์กรผิดกฎหมายในทุกภาคส่วนของสาธารณรัฐอินโดนีเซีย และการห้ามดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อเผยแพร่หรือบ่มเพาะแนวคิดหรือคำสอนแบบคอมมิวนิสต์/มาร์กซิสม์/เลนินนิสต์

มาตรา 1

รับรองและสนับสนุนนโยบายของประธานาธิบดี/ผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองทัพอินโดนีเซีย/ผู้นำการปฏิวัติ/ผู้ได้รับมอบอำนาจจากสภาที่ปรึกษาประชาชนชั่วคราว ในการยุบเลิกพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย รวมถึงหน่วยงานในระดับต่างๆ ตั้งแต่ส่วนกลางไปจนถึงระดับภูมิภาค และองค์กรต่างๆ ที่มีความเห็นสอดคล้องกับปรัชญาของพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย หรือมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับพรรคฯ ในทางใดทางหนึ่ง รวมถึงการประกาศห้ามไม่ให้มีพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซียในทุกระดับภายในสาธารณรัฐอินโดนีเซียตามที่ได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 12 มีนาคม ค.ศ.1966 เลขที่ 1/3/1966 และยืนยันให้นโยบายดังกล่าวข้างต้นถือเป็นมติของสภาที่ปรึกษาประชาชนชั่วคราวด้วย

วรรค 2

กิจกรรมใดที่มุ่งเผยแพร่หรือบ่มเพาะแนวคิดหรือคำสอนแบบคอมมิวนิสต์/มาร์กซิสม์/เลนินนิสต์ในรูปแบบใดๆ หรือคำแถลงการณ์ และการใช้กลไกหรือสื่อใดๆ สำหรับการเผยแพร่แนวคิดหรือคำสอนเช่นนั้นในอินโดนีเซียถือเป็นความผิดทางกฎหมาย

วรรค 3

การศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับแนวคิดหรือคำสอนแบบคอมมิวนิสต์/มาร์กซิสม์/เลนินนิสต์ในสถาบันการศึกษาอย่างเช่นมหาวิทยาลัยนั้นสามารถทำได้เพื่อพิทักษ์หลักปัญจศีล โดยกิจกรรมดังกล่าวจะต้องได้รับการดูแลแนะนำและได้รับอนุมัติจากรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎร (DPR-GR คือ Gotong Royong Parliament) ซึ่งจะออกกฎในประเด็นนี้ในฐานะมาตรการด้านความมั่นคง

วรรค 4

มติข้างต้นนี้จะไม่ถูกนำมาบังคับใช้ต่อความเป็นอิสระและกิจการต่างๆ ของนโยบายด้านการต่างประเทศของอินโดนีเซีย

ลงมติในกรุงจาการตา

วันที่ 5 กรกฎาคม ค.ศ.1966

ลงนาม

หนังสือคำสั่งเมื่อวันที่ 11 เดือนมีนาคม (Supersemar)

หนังสือคำสั่งเมื่อวันที่ 11 เดือนมีนาคมฉบับนี้ คือเอกสารชิ้นสำคัญในการถ่ายโอนอำนาจจากรัฐบาลสุการโนไปสู่รัฐบาลทหารในยุคระเบียบใหม่ที่นำโดยพลเอกสุฮารโต สถานะที่แท้จริง บริบทในการลงนาม หรือการมีตัวตนอยู่จริงของหนังสือคำสั่งชิ้นนี้เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมานานในประวัติศาสตร์การเมืองอินโดนีเซีย คำแปลภาษาไทยของเอกสารฉบับนี้แปลจากต้นฉบับภาษาอินโดนีเซียที่เผยแพร่อยู่ทั่วไป โดยนายนพปฎล กิจไพบูลทวี และนางสาวไซนีย์ ตำภู คำแปลเอกสารฉบับนี้พร้อมคำอธิบายเคยได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ใน รุไบยาต: วารสารวิชาการด้านเอเชียศึกษา, ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 (2553): 69-73.

ประธานาธิบดี

สาธารณรัฐอินโดนีเซีย

หนังสือคำสั่ง

I. เมื่อพิจารณาถึง :

1.1 ขั้นตอนแห่งการปฏิวัติในขณะนี้ รวมถึงสถานการณ์ทางการเมืองทั้งในและนอกประเทศ

1.2 คำสั่งประจำวันของผู้บัญชาการทหารสูงสุด/ประธานาธิบดี/ผู้นำสูงสุดแห่งการปฏิวัติเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 1966

II. โดยตระหนักถึง :

2.1 ความจำเป็นเพื่อความสงบและเสถียรภาพในการปฏิบัติงานของรัฐบาล และหนทางแห่งการปฏิวัติ

2.2 ความจำเป็นเพื่อรับรองความสมบูรณ์ของของผู้นำสูงสุดแห่งการปฏิวัติ, กองทัพ (ABRI) และประชาชน ในการพิทักษ์สภาวะความเป็นผู้นำและสถานภาพของประธานาธิบดี/ผู้บัญชาการทหารสูงสุด/ผู้นำสูงสุดแห่งการปฏิวัติ รวมถึงหลักคำสอนต่างๆ

III. จึงตัดสินใจ/มีคำสั่งให้ :

แก่ : พลโทสุฮารโต, รัฐมนตรี/ผู้บัญชาการกองทัพบก

สำหรับ : ในนามของประธานาธิบดี/ผู้บัญชาการทหารสูงสุด/ผู้นำสูงสุดแห่งการปฏิวัติ

1. ใช้มาตรการที่จำเป็นทั้งหมด เพื่อรักษาความมั่นคงและความสงบ รวมถึงความมีเสถียรภาพในการปฏิบัติงานของรัฐบาลและหนทางแห่งการปฏิวัติ รวมทั้งการรักษาความปลอดภัยของบุคคลและสถานะความเป็นผู้นำของประธานาธิบดี/ผู้บัญชาการทหารสูงสุด/ผู้นำสูงสุดแห่งการปฏิวัติ/ผู้ได้รับมอบอำนาจจากสภาที่ปรึกษาประชาชนชั่วคราว (MPRS) เพื่อความสมบูรณ์ของชาติและสาธารณรัฐอินโดนีเซีย และเพื่อให้เป็นไปตามหลักคำสอนทั้งหมดของผู้นำสูงสุดแห่งการปฏิวัติ

2. ประสานงานกับผู้บัญชาการเหล่าทัพ ให้ปฏิบัติตามคำสั่งนี้อย่างเคร่งครัดเต็มความสามารถ

3. รายงานการปฏิบัติการทั้งหมดเกี่ยวกับภารกิจและความรับผิดชอบตามคำสั่งข้างต้นที่ได้กล่าวไปแล้ว

IV. จบประกาศ

จาการตา, 11 มีนาคม 1966

ประธานาธิบดี/ผู้บัญชาการทหารสูงสุด/ผู้นำสูงสุดแห่งการ

ปฏิวัติ/ผู้ได้รับมอบอำนาจจากสภาที่ปรึกษาประชาชนชั่วคราว

(ลงนาม, ลายเซ็น)

สุการโน

คำประกาศเอกราชของสาธารณรัฐอินโดนีเซีย

พี่น้องชายหญิงทั้งหลาย!

ข้าพเจ้าได้ขอให้ท่านได้มาร่วมกัน ณ ที่แห่งนี้เพื่อเป็นพยานต่อเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของเรา

นับเป็นเวลาหลายทศวรรษแล้วที่เรา ประชาชนแห่งอินโดนีเซีย ได้ต่อสู้เพื่อเสรีภาพของประเทศของเรา กระทั่งอาจพูดได้ว่านับเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้วก็ได้!

แม้นว่าได้มีผู้ซึ่งล้มตายสูญเสียชีวิต แต่จิตวิญญาณของเราก็ยังคงมุ่งไปสู่อุดมคติของเราอยู่

นอกจากนี้ ในยุคของญี่ปุ่น ความพยายามของเราในอันที่จะบรรลุเอกราชของชาติก็ไม่เคยหยุด. ในยุคของญี่ปุ่นที่ว่านี้ มันปรากฏเพียงแต่ว่าเราได้เอียงอิงกับพวกเขา แต่โดยรากลึกแท้จริงแล้ว เราก็ยังคงดำเนินการที่จะสร้างกำลังอำนาจของเราต่อไป เรายังคงเชื่อมั่นในพลังเข้มแข็งของเราอยู่

บัดนี้ได้ถึงชั่วขณะที่เราได้ยึดกุมชะตากรรมของขบวนการและควบคุมชะตากรรมของประเทศไว้ในมือของเราได้อย่างแท้จริง. มีเพียงแต่ชาติที่หาญกล้าเพียงพอที่จะยึดกุมชะกรรมของตนไว้ในมือของตนเท่านั้นจึงจะสามารถหยัดยืนได้อย่างเข้มแข็ง

ดังนั้น เมื่อคืนที่ผ่านมาเราจึงได้ใคร่ครวญพิจารณาร่วมกับชาวอินโดนีเซียคนสำคัญๆ ที่อยู่ทั่วดินแดนอินโดนีเซีย และการชุมนุมเพื่อการใคร่ครวญดังกล่าวก็มีได้มีความเห็นร่วมอย่างเป็นเอกฉันท์ว่า บัดนี้ ได้ถึงเวลาแล้วที่จะต้องประกาศความเป็นเอกราชของเรา

พี่น้องชายหญิงทั้งหลาย:

ณ บัดนี้ เราจะได้ประกาศถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของการตัดสินใจที่ว่านั้น

โปรดฟังคำประกาศของเราเถิด:

คำประกาศ

เรา ประชาชนชาวอินโดนีเซีย ได้ขอประกาศถึงความเป็นเอกราชของอินโดนีเซีย

ในเรื่องการถ่ายโอนอำนาจและสิ่งต่างๆ นั้นจะได้รับดำเนินการด้วยวิถีทางที่รอบคอบและในเวลาอันสั้นเท่าที่จะพึงทำได้

กรุงจาการตา, 17 สิงหาคม ค.ศ.1945

ในนามของประชาชนชาวอินโดนีเซีย

สุการโนและฮัตตะ

ดังนี้แหละพี่น้องชายหญิงทั้งหลาย!

บัดนี้เราเป็นอิสระแล้ว! จักไม่มีแม้กระทั่งเงื่อนปมใดๆ แม้แต่เพียงน้อยนิดจะผูกมัดประเทศและประชาชนของเราอีกต่อไป!

นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป เราจะร่วมกันสร้างรัฐของเรา รัฐที่เป็นอิสระ รัฐที่จะมีนามว่า สาธารณรัฐแห่งอินโดนีเซีย - ให้เป็นเอกราชถาวรชั่วกัลปวสาน

ขอให้พระอัลเลาะห์ ผู้เป็นเจ้า ได้โปรดอำนวยพรให้ความเป็นเอกราชของเรามั่นคงปลอดภัยสถาพรเทอญ!