
Tuesday, September 25, 2007
Monday, June 18, 2007
พระมะเหลเถไถ
พระมะเหลเถไถ
โดย คุณสุวรรณ
๏ ช้าปี่ เมื่อนั้น
พระมะเหลเถไถมะไหลถา
สถิตย์ยังแท่นทองกะโปลา
ศุขาปาลากะเปเล
วันหนึ่งพระจึงมะหลึกตึก
มะเหลไถไพรพรึกมะรึกเข
แล้วจะไปเที่ยวชมมะลมเต
มะโลโตโปเปมะลูตู
ตริแล้วพระมะเหลจึงเป๋ปะ
มะเลไตไคลคละมะหรูจู๋
จรจรัลตันตัดพลัดพลู
ไปสู่ปราสาทท้าวโปลา
ฯ๖คำฯ เพลงช้า
๏ ร่าย ครั้นถึงจึงเข้าตะหลุดตุด
ก้มเกล้าเค้าคุดกะหลาต๋า
มะเหลไถกราบไหว้ทั้งสองรา
จึงแจ้งกิจจามะเลาเตา
ด้วยบัดนี้ตัวข้ามะเหลเถ
ไม่สบายถ่ายเทกะเหงาเก๋า
จะขอลาสองราหน้าเง้าเค้า
เที่ยวมะไลไปเป่าพนาวัน
ฯ๔คำฯ
๏ เมื่อนั้น
ท่านท้าวโปลากะปาหงัน
กับนางตาลากะปาลัน
ได้สดุบตรุบหันมะเลเท
มะลอกทอกบอกว่าจะลาไป
พนาปำทำไมจะไพล่เผล
มะเลอเตอเป๋อเปื้อนเที่ยวเชือนแช
จึงตรัสห้ามมะเหลเถมะเลทา
เจ้าอย่าไปไชเชกะเปลู
จงเอ็นดูพ่อเถิดมะไหลถา
พระมะเหลไถเฝ้ามะเลาชา
ก็จำให้ลูกยามะลาปอง
ฯ๖คำฯ
๏ เมื่อนั้น
มะเหลไถทูลลามาหงองก๋อง
จึงตรัสสั่งเสนากะจารอง
ให้ผูกม้าปาป๋องกะงึงกึง
ฯ๒คำฯ
๏ บัดนั้น
เสนารับสั่งกะงังกึ่ง
ไม่นั่งนิ่งวิ่งไปมะลึงตึง
มะลันตันครั้นถึงจึงบอกกัน
ว่าบัดนี้มีรับสั่งมะเหลเถ
ให้ผูกม้าปาเปกะหงันกั๋น
จะเสด็จเตร็จเตร่มะเลตัน
ว่าแล้วชวนกันมะแลงแตง
ฯ๔คำฯ
๏ ยานี ผูกเบาะอานพานหน้ามะเหลาะเตาะ
เข็มสลักปักเปาะกะแง๋งแก๋ง
เตรียมทั้งพหลพลแปงแมง
แล้วไปทูลแถลงมะแรงตา
ฯ๒คำฯ
๏ ร่าย เมื่อนั้น
พระมเหลเถไถมะไหลถา
ได้ฟังเสนาทะเลาปา
เสด็จมาที่สรงมะลงโช
ฯ๒คำฯ เสมอ
๏ โทน สระสรงทรงสุคนธ์ปนตลึก
ลูบไล้ไป่ปีกกะโง๋โก๋
สนับเพลาเชิงไชกะไรโจ
ภูษาสีสะโรกะโปลัน
เจียรบาดปักทองกะลองเต็ด
ปั้นเหน่งเพชรสายสอดจรอดฉัน
ฉลององค์อย่างน้อยกะปอยลัน
มะลวงชวงปวงปันคั่นทองกร
มงกุฎแก้วแวววาบมาราบรับ
กรรเจียกจันปันกับมะหลอนฉอน
ธำมรงค์จินดากะราชอน
ตลุดฉุดอรชรมะลอนชัน
ดูเลือบเชือบเหลือบแลกะโปงโลง
งามดังปังโปงกำงั๋นกั๋น
กะงวยกวยฉวยพระแสงมะแรงตัน
มอระตอก็รันขึ้นอาชา
ฯ๘คำฯ เชิดฉิ่ง
๏ ร่าย พร้อมหมู่โยธาพะลาแหน
พลาหับนับแสนแน่นหนา
ได้ฤกษ์เลิกพหลมะลนทา
ออกจากภารากะปาโล
ฯ๒คำฯ กราว
๏ ชมดง พระชมเขาเนาเนินกะหรกกก
รุกขชาติดาษดกมะโหลโต๋
มะลาตันสาระพันกะลันโป
กะลาปียี่โถมะโยตัน
มะโยติงปริงปรางลางสาบ
ลางสาดหาดหาบมะหลันปั๋น
มะลันปีสีเสียดประเหยียดกัน
ประยงคุ์แก้วแถวพันมะลันดา
มาลีดวงพวงช่อมะลอชร
มาลีชาดมาดซ้อมมะรอนฉา
มะรินชิงจิงจ้อมะยอตา
มะยมเต็มเข็มลามะกาโล
มะกาลิงปิงปุ่มกะทุ่มท้อน
กะทิงถินกลิ่นขจรมะลอนโหว
มลิวันมันโมกกะโหลกโก
กุหลาบแกมแนมโยทกาลี
กาหลงชงโคมะโยแป๋ว
มะโยปมนมแมวมะแลวฉี
มะไลยฉาวสาวหยุดมะลุดลี
มลิลาสารภีมะลีโช
พระชมปักษากาลาชอน
กะลาฉินบินว่อนกะล่อนโฉ
กะลิงเฉียบเหยียบแต้วเค้าแมวโม
เค้าเมงหมิ่นผินโผพะโวตา
พะวาติบจิบจาบคาบไข่
ขาบเคียงเขาไฟไถลถา
ถลาโถมโจมจับมารับกา
รับกันจำพันจากะสาลม
กะสาเล่นเบญจวันมะลันปี
มะลันโปโนรีมะลีสม
มะลาโสนโกญจากะทาทม
กะทาเทืองเงื่องงมมะลมปา
มะลาปิงคลิ้งโคลงอีโลงแล่น
อีลุ้มลี้อีแอ่นกะแรนฉา
กะเรียนฉาบคาบคั้นมะรันบา
มาร่อนบินกินหว้ามะลาแชง
มะลาชัดสัตวากระสาสูง
กระแสเสียงเถียงยูงกะรูงแฉ่ง
กะรอกฉวยกล้วยไม้ดูไวแวง
ดุเหว่าหวานขานแข่งระแวงวัง
ระเวงแว่วแจ้วเจื้อยระเรื่อยร้อง
ระเรื่อยรี่มี่ก้องมะลองกั๋ง
มะเลียบกิ่งทิ้งถ่อนมะลอนกัง
มะเล่นกิ่งชิงรังมะลังโต
มาโลดเต้นเม่นหมีชะนีบ่าง
ชะนีแบดแรดช้างกะงางโก๋
กะแหงนเกยเสยแทงทะโยงโย
ทยานโยกโศกโสทะโลเป
ทลายป่นกล่นเกลื่อนทะเลือนเท่า
ถลาโถมถล่มเท้าทะเลาเส
ถลันสำถลำสวบระยวบเย
ระยำทับเทมะเลทอน
มะไลโทโคถึกมรึกคี
มรึกคาพาชีมะหลอนฉอน
มาลบเชือเสือสิงห์มะหิงษ์จร
มหาใจไกรสรมะลอนชา
ฯ๒๘คำฯ เชิด
๏ สมิงทอง เมื่อนั้น
พระมะเหลเถไถมะไหลถา
เพลิดเพลินฤทัยมะไลทา
ลืมทุกข์ศุขามะลาจี
ละเลิงจนสนธยาหัศดง
หัสดับลับลงคิรีศรี
พระจึงมีสิงหนาทประภาษพี
สั่งพวกเสนีมะลีทา
ให้ยับยั้งพหลกะรนจง
กะร้อมชอมล้อมวงมะรงฉา
แล้วให้ช่วยกันมะรันทา
มะเรทับพลับพลาพนาลี
ฯ๖คำฯ
๏ ร่าย บัดนั้น
เสนารับสั่งมาลังปี๋
มะลุกปุกคุกเข่ามะเลาตี
มะรันทังดังมีมะลีทา
เกณฑ์กันฟันแฝกมะแลกแจง
คัดขุดลุดแชงมาแลงฉา
กะรับชับสรรพเสร็จมะเร็จตา
สำเร็จตามบัญชามะลาเท
ฯ๔คำฯ เจรจา
๏ เมื่อนั้น
พระมเหลเถไถมะไหลเถ
เสด็จขึ้นพลับพลามะลาเท
มะไหลถอนนอนเอ้ทะเวกา
ฯ๒คำฯ
๏ ช้า ทะเวศกายคายคันรัญจวน
ร้อนใจใคร่ครวญหวนหา
หวนโหยโดยดิ้นในวิญญา
วิญญากจากปรามะราโท
มาแรมทางกลางป่าพนาดอน
พนาแดนศิงขรมะยอนโฉ
มาเย็นเฉื่อยเรื่อยร้างน้ำค้างโพร
น้ำค้างพรมลมโวมะโรตอน
มารื่นต่างนางในรำไพพัด
รำเพยเพียงเคียงรัตน์ปัจฐรณ์
ปธมที่ศรีใสจะไลชอน
จนหลับชิดสนิทนอนมะลอนชา
ฯ๘คำฯ ตระ
๏ ยานี มาจะกล่าวบทไป
ถึงท้าวหัสไนยมะไหลถา
สถิตย์ที่วิมานมะลานชา
กายารุ่มร้อนมะลอนจี
จึงเล็งทิพเนตรมะเลดป่า
ในชมพูแผ่นหล้ามะลาถี
เห็นพระมะเหลเถทะเวที
มาแรมร้างค้างที่มะลีไช
เพราะไม่มีคู่จรูสม
เสวยรมย์ราชามะลาไส
ผู้เดียวเปลี่ยวองค์มะลงไต
จำเราจะให้มะไลทา
อันลูกท้าวไทมะไลที
เลิศล้ำนารีมะลีถา
ชื่อนางตะแลงแกงมะแลงกา
วาสนาควรคู่มะลูตอง
อัมรินทร์จินตนาแล้วลาเชด
เหาะระเห็จจากวิมานมะลานถอง
มายังกรุงไกรมะไลทอง
โดยจิตคิดปองมะรองแทง
ฯ๑๐คำฯ เหาะ
๏ ร่าย ครั้นถึงซึ่งภารามะลาตั๋ง
โกสีย์ลงยังมะลังแต๋ง
เข้าไปในปรางค์มะรางแชง
อุ้มองค์ตะแลงแกงตะแลงมา
ฯ๒คำฯ
๏ เหาะลิ่วปลิวฟ้ามาฉับพลัน
ถึงพลับพลาสุวรรณมะลันถา
วางองค์ลงใกล้มะไลชา
อัมราพินิจมะลิดจู
ฯ๒คำฯ
๏ ชมโฉม งามดังสุริยันมะลันตอน
เคียงดวงศศิธรมะลอนฉู
จะดูไหนวิไลกะไรตู
สมสองครองคู่จะลูเจ
ดูโฉมตะแลงแกงแมลงกัด
งามดังเพชรรัตน์มะลัดเถ
งามพระมเหลไถมะไลเท
ดังสุวรรณอันเอละเลทา
สมวงศ์ทรงศักดิ์จักรพรรดิ์
สมเชื้อเนื้อกษัตริย์มะลัดถา
สมทรงคงครองกะรองปา
เป็นมหาจรรโลงมะโรงกี
แล้วท้าวหัสไนยมะไลถา
ก็ออกจากพลับพลาพนาศรี
สำแดงแผลงอิทธิ์ฤทธี
ไปสู่ที่วิมานมะลานทา
ฯ๘คำฯ เชิด
๏ ร่าย เมื่อนั้น
พระมะเหลเถไถมะไหลถา
ผวาตื่นฟื้นจากมะรากปา
เห็นนางกัลยามะลาที
ฯ๒คำฯ
๏ ชมโฉม พระเพ่งพินิจมะลิดตัก
ประไพพักตร์เพียงจันทร์มะลันถี
อรชรอ้อนแอ้นมะแรนจี
เลิศล้ำนารีมะลีทา
ฤาหนึ่งนางในมะไลจึก
พระไพรพฤกษ์พระไทรมะไลต๋า
แกล้งจำแลงแปลงกายมะไลทา
มาหลอกเล่นเห็นมามะลาตม
ฤาหนึ่งยักษ์ขินีผีไพร
มาคิดปองลองใจมะไลถม
จึงทรงโฉมโสภามะลางม
จำจะปลุกชวนชมขึ้นลมปู
ฯ๖คำฯ
๏ ร่าย คิดพลางทางอิงมะลิงออง
ค่อยประคองปลุกนางมะลางฉู
เจ้างามชื่นตื่นเถิดมะเลิศตู
แล้วเล้าโลมโฉมตรูมะลูเตา
ฯ๒คำฯ
๏ เมื่อนั้น
โฉมนางตะแลงแกงมะแลงเก๋า
ลืมเนตรเห็นองค์มะลงเทา
นงเยาว์เคืองขัดปัดกร
เออไฉนไยทำกะลำกัก
มาหาญหักไม่เกรงมะเลงฉอน
ข้าอยู่ถึงภารากะลาตอน
ไปลักพามาชอนมะลอนไชย
ฯ๔คำฯ
๏ เมื่อนั้น
พระมะไหลไถเถมะเหลไถ
ได้ฟังพจนามะลาไท
ภูวไนยจึงมีมะลีทา
ฯ๒คำฯ
๏ โอ้โลม โฉมเฉลา
พี่จะเล่าให้แจ้งมะแลงก๋า
เดิมทีพี่จากมะรากกา
มาเที่ยวเล่นป่ามะลาไช
พอค่ำย่ำแสงมะแลงชอน
พี่ดะหลุดหยุดนอนมะลอนไฉ
เป็นกุศลดลจิตมะลิดไท
เคียงได้เคียงคู่มะลูทอง
ชรอยว่าเทวัญมะลันที
อุ้มองค์มารศรีมาสมสอง
จึงได้ประสบมะลบออง
นวลน้องเจ้าอย่าเขินมะเลินใจ
ฯ๖คำฯ
๏ ร่าย เมื่อนั้น
โฉมนางตะแลงแกงมะแลงไก๋
ได้ฟังถ้อยคำมะลำไท
ทรามวัยจึงตอบมะลอบที
ไปว่าเอาเทวัญมะลันตู
เหมือนหนึ่งใครไม่รู้มะลูถี
เมื่อครั้งไรใครพามะลาชี
ภูมีเก็บเอามาเลาตา
แล้วนางแค้นขัดมะลัดตอน
เคืองค้อนภูวไนยมะไหลถา
น้อยฤานั่นน่าเชื่อมะเรือปา
มาเศกแสร้งแกล้งว่ากะลาเกา
ฯ๖คำฯ
๏ เมื่อนั้น
พระมะไหลไถเถมะเหลเถา
เห็นนางกัลยามะลาเตา
จึงตรัสโลมเล้ามะเลาปอน
ฯ๒คำฯ
๏ ชาตรี ดูก่อนโฉมตรูมะลูถี
เวทีมิเชื่อมะเหลือถอน
อันพระอุณรุทมะลูดชอน
เทวาก็พาจรมะลอนเกา
ไปสมสร้อยอุษามะลาตึก
โฉมยงจงนึกมะลึกเก๋า
นี่บุญของพี่ยามะลาเตา
จึงพาเจ้ามาสมมะลมเต
ว่าพลางทางถดมะหลดติด
อย่าอายเอียงเบี่ยงบิดมะลิดเป๋
นางป้องปัดหัตถามะลาเท
มะโลโตโปเปมะเลตุง
สองภิรมย์ชมเชยมะเลยปม
สำราญรมย์รื่นเริงมะเลิงตุ๋ง
สัพยอกหยอกเย้ามะเลาชุง
สมสวาดิ์มาดมุ่งมะลุงแชง
ฯ๘คำฯ โลม
๏ ร่าย ครั้นรุ่งรางส่างแสงมแลงทอง
สกุณาร่าร้องมะรองแฉ่ง
พระตื่นจากไสยาศน์นลาตแทง
ชวนองค์ตะแลงแกงมะแลงกง
สระสรงภักตรามะลาเต็ด
สรรพเสร็จออกจากมะลากก๋ง
พร้อมหมู่ทหารมะลานปง
ก้มเกล้าเค้าคงมะลงแตง
พระจึงมีสิงหนาทมะลาดจู
เหวยหมู่ทหารมะลานแฉง
จงตรวจเตรียมโยธามะลาแกง
ตามตำแหน่งของใครมะไลที
ฯ๖คำฯ
๏ บัดนั้น
เสนารับสั่งมะลังปี๋
ต่างชะแง้แลดูมะลูจี
พาทีเบี้ยวบุ้ยมะลุยตุง
แล้วมาเร่งรัดจัดเจา
พร้อมพรั่งดังเก่ามะเลาปุ๋ง
คอยพระมะเหลไถมะไลทุง
ต่างนายหมายมุ่งจะลูงทา
ฯ๔คำฯ
๏ เมื่อนั้น
พระมเหลไถมะไหลถา
ชวนนางตะแลงแกงมะแลงกา
ขึ้นทรงคชามะลากุย
ออกจากพลับพลามะลาโท
ทวยหาญขานโห่ตะลุ๋ยปุ๋ย
ดัดดั้นบั่นบุกปุกปุย
อีหลุกขลุกขลุยมะลุยปอย
ฯ๔คำฯ เชิด
๏ มาจะกล่าวบทไป
ถึงท้าวไทอสุรามะลาก๋อย
มรายกาดชาดเชื้อสะเรือดอย
สุราต้องกองกอยพะลอยไช
เพราะลอบชมนางฟ้าสลาโสด
ศุลีซ้ำทำโทษมะโดดไข
มาตัวขาดอาจองทะลงใจ
เที่ยวไล่จับสัตว์ไพรสะไรกุง
สุรากินสิ้นซากมายากทุกข์
กำลังอยากบากบุกมะลุกปุ๋ง
มาแลปะมะเหลไถสะไรชุง
สุราชาติมาดมุ่งมะรุงแชง
มราชักยักษ์ย่องมาลองดู
มาลอบด้อมค้อมอยู่พะดูแถง
พอได้ทีลีลามมะหามแทง
มะฮึกทำสำแดงแทลงกี
ถลากายหมายมั่นมะลันจ้อง
มะเหลจับรับรองสะรองกี้
สุราก๋อยถอยท่ามะลารี
มะเหลรุกคลุกคลีประชีไช
ประชิดชิงอาวุธยุทธนา
ยักษ์ทนงทรงคทาตะลาไป๋
ตลบป้องคล่องแคล่วมะแลวไท
มะลวงทีหนีไล่มะไลทอง ฯ
๑๒คำฯ เชิด
หมดฉบับ เข้าใจว่าของเดิมก็จบเพียงเท่านี้
ระเด่นลันได
โดย พระมหามนตรี (ทรัพย์)
๏ช้าปี่ มาจะกล่าวบทไป
ถึงระเด่นลันไดอนาถา
เสวยราชย์องค์เดียวเที่ยวรำภา
ตามตลาดเสาชิงช้าหน้าโบสถ์พราหมณ์
อยู่ปราสาทเสาคอยอดด้วน
กำแพงแก้วแล้วล้วนด้วยเรียวหนาม
มีทหารหอนเห่าเฝ้าโมงยาม
คอยปราบปรามประจามิตรที่คิดร้าย ฯ ๔ คำ ฯ
๏ เที่ยวสีซอขอข้าวสารทุกบ้านช่อง
เป็นเสบียงเลี้ยงท้องของถวาย
ไม่มีใครชังชิงทั้งหญิงชาย
ต่างฝากกายฝากตัวกลัวบารมี
พอโพล้เพล้เวลาจะสายัณห์
ยุงชุมสุมควันแล้วเข้าที่
บรรทมเหนือเสื่อลำแพนแท่นมณี
ภูมีซบเซาเมากัญชา ฯ ๔ คำ ฯ
๏ร่าย ครั้นรุ่งแสงสุริยันตะวันโด่ง
โก้งโค้งลงในอ่างแล้วล้างหน้า
เสร็จเสวยข้าวตังกับหนังปลา
ลงสระสรงคงคาในท้องคลอง ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ
๏ชมตลาด กระโดดดำสามทีสีเหื่อไคล
แล้วย่างขึ้นบันไดเข้าในห้อง
ทรงสุคนธ์ปนละลายดินสอพอง
ชโลมสองแก้มคางอย่างแมวคราว
นุ่งกางเกงเข็มหลงอลงกรณ์
ผ้าทิพย์อาภรณ์พื้นขาว
เจียระบาดเสมียนละว้ามาแต่ลาว
ดูราวกับหนังแขกเมื่อแรกมี
สวมประคำดีควายตะพายย่าม
หมดจดงดงามกว่าปันหยี
กุมตระบองกันหมาจะราวี
ถือซอจรลีมาตามทาง ฯ ๖ คำ ฯ เพลงช้า
๏ร่าย มาเอยมาถึง
เมืองหนึ่งสร้างใหม่ดูใหญ่กว้าง
ปราสาทเสาเล้าหมูอยู่กลาง
มีคอกโคอยู่ข้างกำแพงวัง
พระเยื้องย่างเข้าทางทวารา
หมู่หมาแห่ห้อมล้อมหน้าหลัง
แกว่งตระบองป้องปัดอยู่เก้กัง
พระทรงศักด์หยักรั้งคอยราญรอน ฯ ๔ คำ ฯ เชิด
๏ เมื่อนั้น
นางประแดะหูกลวงดวงสมร
ครั้นรุ่งเช้าท้าวประดู่ภูธร
เสด็จจรจากเวียงไปเลี้ยงวัว
โฉมเฉลาเนาในที่ไสยา
บรรจงหั่นกัญชาไว้ท่าผัว
แล้วอาบน้ำทาแป้งแต่งตัว
หวีหัวหาเหาเกล้าผมมวย
ได้ยินแว่วสำเนียงเสียงหมาเห่า
คิดว่าวัวเข้าในสวนกล้วย
จึงออกมาเผยแกลอยู่แร่รวย
ตวาดด้วยสุรเสียงสำเนียงนาง
พอเหลือบเห็นระเด่นลันได
อรไทผินผันหันข้าง
ชม้อยชม้ายชายเนตรดูพลาง
ชะน้อยฤๅรูปร่างราวกับกลึง
งามกว่าภัสดาสามี
ทั้งเมืองตานีไม่มีถึง
เกิดกำหนัดกลัดกลุ้มรุมรึง
นางตะลึงแลดูพระภูมี ฯ ๑๐ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น
พระสุวรรณลันไดเรืองศรี
เหลียวพบสบเนตรนางตานี
ภูมีพิศพักตร์ลักขณา ฯ 2 คำ ฯ
๏ชมโฉม สูงระหงทรงเพรียวเรียวรูด
งามละม้ายคล้ายอูฐกะกลาป๋า
พิศแต่หัวตลอดเท้าขาวแต่ตา
ทั้งสองแก้มกัลยาดังลูกยอ
คิ้วก่งเหมือนกงเขาดีดฝ้าย
จมูกละม้ายคล้ายพร้าขอ
หูกลวงดวงพักตร์หักงอ
ลำคอโตตันสั้นกลม
สองเต้าห้อยตุงดังถุงตะเคียว
โคนเหี่ยวแห้งรวบเหมือนบวบต้ม
เสวยสลายาจุกพระโอษฐ์อม
มันน่าเชยน่าชมนางเทวี ฯ ๖ คำ ฯ
๏ร่าย นี่จะเป็นลูกสาวท้าวพระยา
ฤๅว่าเป็นพระมเหสี
อกใจทึกทักรักเต็มที
ก็ทรงสีซอสุวรรณขึ้นทันใด ฯ ๒ คำ ฯ
๏พัดชา ยักย้ายร่ายร้องเป็นลำนำ
มีอยู่สองสามคำจำไว้ได้
สุวรรณหงษ์ถูกหอกอย่าบอกใคร
ถูกแล้วกลับไปได้เท่านั้น ฯ ๒ คำ ฯ
๏ร่าย แล้วซ้ำสีอิกกระดิกนิ้ว
ทำยักคิ้วแลบลิ้นเล่นขบขัน
เห็นโฉมยงหัวร่ออยู่งองัน
พระทรงธรรม์ทำหนักชักเฉื่อยไป ฯ ๒ คำ ฯ มโหรี
๏ เมื่อนั้น
นางประแดะตานีศรีใส
สดับเสียงสีซอพอฤทัย
ให้วาบวับจับใจผูกพัน
ยิ่งคิดพิศวงพระทรงศักดิ์
ลืมรักท้าวประดู่ผู้ผัวขวัญ
ทำไฉนจะได้พระทรงธรรม์
มาเคียงพักตร์สักวันด้วยรักแรง
คิดพลางทางเข้าไปในห้อง
แล้วตักเอาข้าวกล้องมาสองแล่ง
ค่อยประจงลงใส่กระบะแดง
กับปลาสลิดแห้งห้าหกตัว
แล้วลงจากบันไดมิได้ช้า
เข้ามานอบนบจบเหนือหัว
เอาปลาใส่ย่ามด้วยความกลัว
แล้วยอบตัวลงบังคมก้มพักตรา ฯ ๘ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น
ลันไดให้แสนเสนหา
อะรามรักยักคิ้วหลิ่วตา
พูดจาลดเลี้ยวเกี้ยวพาน ฯ ๒ คำ ฯ
๏โอ้โลม งามเอยงามปลอด
ชีวติพี่นี้รอดด้วยข้าวสาร
เป็นกุศลดลใจเจ้าให้ทาน
เยาวมาลย์แม่มีพระคุณนัก
พี่ขอถามนามท้าวเจ้ากรุงไกร
ชื่อเรียงเสียงไรไม่รู้จัก
เจ้าเป็นพระมเหสีที่รัก
ฤๅนงลักษณ์เป็นราชธิดา
รูปร่างอย่างว่ากะลาสี
พี่ให้มีใจรักเจ้าหนักหนา
ว่าพลางเข้าใกล้กัลยา
พระราชาฉวยฉุดยุดมือไว้ ฯ ๖ คำ ฯ
๏ร่าย ทรงเอยทรงกระสอบ
ทำเล่นเห็นชอบฤๅไฉน
ไม่รู้จักมักจี่นี่อะไร
มาเลี้ยวไล่ฉวยฉุดยุดข้อมือ
ยิ่งว่าก็ไม่วางทำอย่างนี้
พระจะมีเงินช่วยข้าด้วยฤๅ
อวดว่ากล้าแข็งเข้าแย่งยื้อ
ลวนลามถามชื่อน้องทำไม
น้องมิใช่ตัวเปล่าเล่าเปลือย
หยาบเหมือนขี้เลื่อยเมื่อหัวไหล่
ลูกเขาเมียเขาไม่เข้าใจ
บาปกรรมอย่างไรก็ไม่รู้ ฯ ๖ คำ ฯ
๏ชาตรี ดวงเอยดวงไต้
สบถได้เจ็ดวัดทัดสองหู
ความจริงพี่มิเล่นเป็นเช่นชู้
จะร่วมเรียงเคียงคู่กันโดยดี
ถึงมิใช่ตัวเปล่าเจ้ามีผัว
พี่ไม่กลัวบาปดอกนะโฉมศรี
อันนรกตกใจไปใยมี
ยมพระบาลกับพี่เป็นเกลอกัน
เพียงจับมือถือแขนอย่าแค้นเคือง
จะให้น้องสองเฟื้องอย่าหุนหัน
แล้วแก้เงินในไถ้ออกให้พลัน
นี่แลขันหมากหมั้นกัลยา
พอดึกดึกสักหน่อยนะน้องแก้ว
พี่จะลอดล่องแมวขึ้นไปหา
โฉมเฉลาเจ้าจงได้เมตตา
เปิดประตูไว้ท่าอย่าหลับนอน ฯ ๘ คำ ฯ
๏ร่าย ทรงเอยทรงกระโถน
อย่ามาพักปลอบโยนให้โอนอ่อน
ไม่อยากได้เงินทองของภูธร
นางเคืองค้อนคืนให้ไม่อินัง
ช่างอวดอ้างว่านรกไม่ตกใจ
คนอะไรอย่างนี้ก็มีมั่ง
เชิญเสด็จรีบออกไปนอกวัง
อย่ามานั่งวิงวอนทำค่อนแคะ
เพียงแต่รู้จักกันกระนั้นพลาง
พอเป็นทางไมตรีกระนี้แหละ
เมื่อพระอดข้าวปลาจึงมาแวะ
น้องฤๅชื่อประแดะดวงใจ
ท่านท้าวประดู่ผู้เป็นผัว
ยังไปเลี้ยงวัวหากลับไม่
แม้นชักช้าชีวันจะบรรลัย
เร่งไปเสียเถิดพระราชา ฯ ๘ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น
ลันไดยิ้มเยาะหัวเราะร่า
เราไม่เกรงกลัวอิทธิ์ฤทธา
ท้าวประดู่จะมาทำไมใคร
พี่ก็ทรงศักดากล้าหาญ
แต่ข้าวสารเต็มกระบุงยังแบกไหว
ปลาแห้งพี่เอาเข้าเผาไฟ
ประเดี๋ยวใจเคี้ยวเล่นออกเป็นจุณ ฯ ๔ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น
นางประแดะเห็นความจะวามวุ่น
จึงนบนอบยอบตัวทำกลัวบุญ
ไม่รู้เลยพ่อคุณนี้มีฤทธิ์
กระนั้นซิเมื่อพระเสด็จมา
หมูหมาย่นย่อไม่รอติด
ขอพระองค์จงฟังยั้งหยุดคิด
อย่าให้มีความผิดติดตัวน้อง
ท้าวประดู่ภูธรเธอขี้หึง
ถ้ารู้ถึงท้าวเธอจะทุบถอง
จงไปเสียก่อนเถิดพ่อรูปทอง
อย่าให้น้องชั่วช้าเป็นราคี
ว่าพลางทางสลัดปัดกร
ควักค้อนยักหน้าตาหยิบหยี
นาดกรอ่อนคอจรลี
เดินหนีมิให้มาใกล้กราย ฯ ๘ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น
ลันไดไม่สมอารมณ์หมาย
เห็นนางหน่ายหนีลี้กาย
โฉมฉายสลัดพลัดมือไป
มันให้ขัดสนยืนบ่นออด
เจ้ามาทอดทิ้งพี่หนีไปได้
ก็ยกย่ามขึ้นไหล่ไปทั้งรัก ฯ ๔ คำ ฯ เชิด
๏ช้า เมื่อนั้น
ท้าวประดู่สุริย์วงศ์ทรงกระฏัก
เที่ยวเลี้ยงวัวล้าเลื่อยเหนื่อยนัก
เข้าหยุดยั้งนั่งพักในศาลา
วันเมื่อมเหสีจะมีเหตุ
ให้กระตุกนัยน์เนตรทั้งซ้ายขวา
ตุ๊กแกตกลงตรงพักตรา
คลานไปคลานมาก็สิ้นใจ
แม่โคขึ้นสัดผลัดโคตัวผู้
พิเคราะห์ดูหลากจิตคิดสงสัย
จะมีเหตุแม่นมั่นพรั่นพระทัย
ก็เลี้ยวไล่โคกลับเขาพารา ฯ ๖ คำ ฯ เชิด
๏ร่าย ครั้นถึงขอบรั้วริมหัวป้อม
พระวิ่งอ้อมเลี้ยวลัดสกัดหน้า
ไล่เข้าคอกพลันมิทันช้า
เอาขี้หญ้าสุมควันกันริ้นยุง
ยืนลูบเนื้อตัวที่หัวบันได
แล้วเข้าในปรางค์รัตน์ผลัดผ้านุ่ง
ยุรยาตรเยื้องย่างมาข้างมุ้ง
เห็นกระบุงข้าวกล้องนั้นพร่องไป
ปลาสลิดในกระบายก็หายหมด
พระทรงยศแสนเสียดายน้ำลายไหล
กำลังหิวข้าวเศร้าเสียใจ
ก็เอนองค์ลงในที่ไสยา
กวักพระหัตถ์ตรัสเรียกมเหสี
เข้ามานี่พุ่มพวงดวงยี่หวา
วันนี้มีใครไปมา
ยังพาราเราบ้างฤๅอย่างไร ฯ ๘ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น
นางประแดะฟังความที่ถามไถ่
กราบทูลเยื้องยักกระอักกระไอ
ร้อนตัวกลัวภัยพระภูมี
ตั้งแต่พระเสด็จไปเลี้ยงวัว
น้องก็นอนซ่อนตัวอยู่ในที่
ไม่เห็นใครไปมายังธานี
จงทราบใต้เกศีพระราชา ฯ ๔ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น
ท้าวประดูได้ฟังให้กังขา
จึงซักไซ้ไล่เลียงกัลยา
ว่าไม่มีใครมาน่าแคลงใจ
ทั้งข้าวทั้งปลาของข้าหาย
เอายักย้ายขายซื้อฤๅไฉน
ฤๅลอบลักตักให้แก่ผู้ใด
จงบอกไปนะนางอย่าพรางกัน ฯ ๔ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น
นางประแดะตกใจอยู่ไหวหวั่น
ด้วยแรกเริ่มเดิมทูลพระทรงธรรม์
ว่าใครนั้นมิได้จะไปมา
ครั้นจะไม่ทูลความไปตามจริง
ก็เกรงกริ่งด้วยพิรุธมุสา
สารภาพกราบลงกับบาทา
วอนว่าอย่าโกรธจงโปรดปราน
วันนี้มีหน่อกระษัตรา
เที่ยวมาสีซอขอข้าวสาร
น้องเสียมิได้ก็ให้ทาน
สิ้นคำให้การแล้วผ่านฟ้า ฯ ๖ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น
ท้าวประดู่ได้ฟังนึกกังขา
ใครหนอหน่อเนื้อกระษัตรา
เที่ยวมาสีซอขอทาน
เห็นจะเป็นอ้ายระเด่นลันได
ที่ครอบครองกรุงใกล้เทวฐาน
มันเสแสร้างแกล้งทำมาขอทาน
จะคิดอ่านตัดเสบียงเอาเวียงชัย
จึงชี้หน้าว่าเหม่มเหสี
มึงนี้เหมือนหนอนที่บ่อนไส้
ขนเอาปลาข้าวให้เขาไป
วันนี้จะได้อะไรกิน
ถ้ามั่งมีศรีสุขก็ไม่ว่า
นี่สำเภาเลากาก็แตกสิ้น
แล้วมิหนำซ้ำตัวเป็นมลทิน
จะอยู่กินต่อไปให้คลางแคลง
เจ้าศรัทธาอาศัยอย่างไรกัน
ฤๅกระนี้กระนั้นก็ไม่แจ้ง
จะเลี้ยงไว้ไยเล่าเมื่อข้าวแพง
ฉวยชักพระแสงออกแกว่งไกว ฯ ๑๐ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น
นางประแดะเลี้ยวลอดกอดเอวได้
เหมือนเล่นงูกินหางไม่ห่างไกล
นึกประหวั่นพรั่นใจอยู่รัวรัว
โปรดก่อนผ่อนถามเอาความจริง
เมื่อชั่วแล้วแทงทิ้งเถิดทูนหัว
อันพระสามีเป็นที่กลัว
จะทำนอกใจผัวอย่าพึงคิด
พระหึงหวงมิได้ล่วงพระอาญา
ที่ให้ข้าวให้ปลานั้นข้าผิด
น้องนี้ทำชั่วเพราะมัวมิด
ทำไมกับชีวิตไม่เอื้อเฟื้อ
น้องมิได้ศรัทธาอาศัย
จะลุยน้ำดำไฟเสียให้เชื่อ
ไม่มีอาลัยแก่เลือดเนื้อ
แต่เงื้อเงื้อไว้เถิดอย่าเพ่อแทง ฯ ๘ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น
ท้าวประดูเดือดนักชักพระแสง
ถ้าบอกจริงให้กูอีหูแหว่ง
จะงดไว้ไม่แทงอย่างแย่งยุด
กูก็เคยเกี้ยวชู้รู้มารยา
มิใช่มึงโสดามหาอุด
มันเป็นถึงเพียงนี้ก็พิรุธ
ถึงดำน้ำร้อยผุดไม่เชื่อใจ
ยังจะท้าพิสูจน์รูดลอง
พ่อจะถองให้ยับจนตับไหล
เห็นว่ากูหลงรักแล้วหนักไป
เอออะไรนี่หวาน้ำหน้ามึง
หาเอาใหม่ให้ดีกว่านี้อีก
ผิดก็เสียเงินปลีกสองสลึง
กำลังกริ้วโกรธาหน้าตึง
ถีบผึงถูกตะโพกโขยกไป ฯ ๘ คำ ฯ โอด
๏โอ้ เมื่อนั้น
เมื่อนั้นนางประแดะเจ็บจุกลุกไม่ไหว
ค่อยยืนยันกะเผลกเขยกไป
เข้ายังครัวไฟร้องไห้โฮ
ร้อนดิ้นเร่าเร่าพ่อเจ้าเอ๋ย
ลูกไม่เคยโกหกพกโมโห
เสียแรงได้เป็นข้ามาแต่โซ
กลับพาโลโกรธาด่าตี
น้องก็ไร้ญาติวงศ์พงศา
หมายพึ่งบาทาพระโฉมศรี
โคตรแม่โคตรแม่ก็ไม่มี
อยู่ถึงเมืทองตานีเขาตีมา
ตะโพกโดกโดยเมียแทบคลาด
ถีบด้วยพระบาทดังชาติข้า
จะอยู่ไปไยเล่าไม่เข้ายา
ตายโหงตายห่าก็ตายไป ฯ ๘ คำ ฯ โอด
๏ร่าย เมื่อนั้น
ท้าวประดูได้ฟังดังเพลิงไหม้
ดูดู๋อีประแดะค่อนแคะได้
กลับมาด่าได้อีใจเพชร
เอาแต่คารมเข้าข่มกลบ
กูจะจิกหัวตบเสียให้เข็ด
ชะช่างโศกาน้ำตาเล็ด
กูรู้เช่นเห็นเท็จทุกสิ่งอัน ฯ ๔ คำ ฯ
๏ ว่าพลางทางคว้าได้พร้าโต้
ดุด่าตาโตเท่ากำปั้น
ผลักประตูครัวไฟเข้าไปพลัน
นางประแดะยืนยันลั่นกลอนไว้
ผลักไปผลักมาอยู่เป็นครู่
จะเข้าไปในประตูให้จงได้
กระทืบฟากโครมครามความแค้นใจ
อึกทึกทั่วไปในพารา ฯ ๔ คำ ฯ เชิด
๏ บัดนั้น
พวกหัวไม้กระดูกผีขี้ข้า
บ่อนเลิกกินเหล้าเมากลับมา
ได้ยินเสียงเถียงด่ากันอื้ออึง
จึงหยุดนั่งขั้างนอกริมคอกวัว
ว่าเมียผัวคู่นี้มันขี้หึง
พอพลบค่ำราตรีตีตะบึง
อึงคะนึงนักหนาน่าขัดใจ
แล้วคว้าก้อนอิฐปาเข้าฝาโผง
ตกถูกโอ่งปาล้อแลหม้อไห
พลางตบมือร้องเยยเผยไยไย
แล้ววิ่งไปทางตะพานบ้านตะนาว ฯ ๖ คำ ฯ รัว
๏ เมื่อนั้น
ท้าวประดู่ตาพองร้องบอกกล่าว
หยิบงอบครอบหัวตัวสั่นท้าว
อ้ายพ่อเจ้าชาวบ้านวานช่วยกัน
วัวน้ำวัวหลวงกูได้เลี้ยง
อิฐมาเปรี้ยงเปรี้ยงเสียงสนั่น
สาเหตุมีมาแต่กลางวัน
คงได้เล่นเห็นกันอ้ายลันได
ทั้งนี้เพราะอีมะเหเสือ
จะกินเลือดกินเนื้อกูให้ได้
ขว้างวังครั้งนี้ไม่มีใคร
ชู้มึงฤๅมิใช่อีมารยา
พระฉวยได้ไม้ยุงปัดกวัดแกว่ง
สำคัญว่าพระแสงขึ้นเงื้อง่า
เลี้ยวไล่ฟาดฟันกัลยา
วิ่งมาวิ่งไปอยู่ในครัว ฯ ๘ คำ ฯ
๏สับไทย เหม่เหม่ดูดู๋อีประแดง
ที่นี้แหละเห็นประจักษ์ว่ารักผัว
หากกูรู้ตัว
หัวไม่แตกแตน
ขว้างแล้วหนีไป
มิได้ตอบแทน
ยิ่งคิดยิ่งแค้น
เลี้ยวแล่นไล่ตี ฯ ๔ คำ ฯ
๏รื้อ ทรงเอยทรงกระบอก
น้องไม่เห็นด้วยดอกพระโฉมศรี
ปาวังครั้งนี้
มิใช่ชู้น้อง
สืบสมดังว่า
สัญญาให้ถอง
วิ่งพลางทางร้อง
ตีน้องทำไม ฯ ๔ คำ ฯ
๏ เหลือเอยเหลือเถน
ขัดเขมรขบฟันมันไส้
ปรานีมึงไย
ใครใช้มีชู้
ไม่เลี้ยงเป็นเมีย
ไปเสียอย่าอยู่
รั้ววังของกู
ปิดประตูตีแมว ฯ ๔ คำ ฯ เชิด
๏ โอ้ เมื่อนั้น
นางประแดะเหนื่อยอ่อนลงนอนแล้ว
ยกมือท่วมหัวลูกกลัวแล้ว
กอดก้นผัวแก้วเข้าคร่ำครวญ ฯ 2 คำฯ
๏โอ้ โอ้พระยอดตองของน้อยเอ๋ย
กระไรเลยช่างสลัดตัดเด็ดด้วน
แม้นชั่วช้าจริงจังก็บังควร
พ่อมาด่วนมุทะลุดุดันไป
จงตีแต่พอหลาบปราบพอจำ
จะเฝ้าเวียนเฆี่ยนซ้ำไปถึงไหน
งดโทษโปรดเถิดพระภูวไนย
น้องยังไม่เคยไกลพระบาทา
ถึงไม่เลี้ยงเป็นพระมเหสี
จะขอพึ่งบารมีเป็นขี้ข้า
ไม่ถือว่าเป็นผัวเพราะชั่วช้า
จะก้มหน้าเป็นทาสกวาดขี้วัว
สิบคนเข้าไม่เท่าคนหนึ่งออก
อยู่กับคอกช่วยใช้พ่อทูนหัว
ร่ำพลางทางทุ่มทอดตัว
ตีอกชกหัวแล้วโศกา ฯ ๘ คำ ฯ โอด
๏ร่าย เมื่อนั้น
ท้าวประดู่ได้ฟังนางร่ำว่า
ให้นึกสมเพชเวทนา
น้ำตาไหลนองสักสองครุ
หวนรำลึกนึกถึงอ้ายลันได
กลับเจ็บใจไม่เหือดเดือดดุ
โมโหมืดหน้าบ้ามุทะลุ
กระดูกผุเมื่อไรก็ไม่ลืม
กูไม่อยากเอาไว้ใช้สอย
นึกว่าปล่อยสิงห์สัตว์วัดสามปลื้ม
แต่ชั้นทอผ้ายังคาฟืม
ดีแต่ยืมเขากินอีสิ้นอาย
แม่เรือนเช่นนี้มิเป็นผล
มันจะลวงล้วงก้นกินจนฉิบหาย
ไปเสียมึงไปไม่เสียดาย
กูจะเป็นพ่อหม้ายสบายใจ
สาวสาวชาววังก็ยังถม
ไม่ปรารมภ์ปรารี้จะมีใหม่
เก็บเงินค่านมผสมไว้
หาไหนหาได้ไม่ทุกข์ร้อน ฯ ๑๐ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น
นางประแดะหูกลวงดวงสมร
สุดที่จะพรากจากจร
บังอรข้อนทรวงเข้าร่ำไร ฯ ๒ คำ ฯ
๏โอ้ โอ้พ่อใจบุญของเมียเอ๋ย
แปดค่ำพ่อเคยเชือดคอไก่
ต้มปลาร้าตั้งหม้อกับหน่อไม้
เมียยังอาลัยได้อยู่กิน
เพราะเคยรีดนมวัวให้เมียขาย
แม้สายที่ยังไม่หมดสิ้น
เหลือติดก้นกระบอกเอาจอกริน
ให้เมียกินวันละนิดคิดทุกวัน
แต่พอพลบรบเมียเข้ากระท่อม
พ่อนั่งกล่อมจนหลับแล้วรับขวัญ
ในมุ้งยุงชุมพ่อสุมควัน
สารพันทรงศักดิ์จะรักเมีย
จะกินอยู่พูวายสบายใจ
พ่อมอบไว้ให้วันละสิบเบี้ย
อกน้องดังไฟไหม้ลามเลีย
จะทิ้งเมียเสียได้ไม่ไยดี
เที่ยงนางกลางคืนพ่อทูนหัว
จะให้ออกนอกรั้วลูกกลัวผี
ก้นไต้ก้นไฟก็ไม่มี
ผัดรุ่งพรุ่งนี้เถิดพ่อคุณ
ถึงจะไม่ได้อยู่บนตำหนัก
ขอพึ่งพักอาศัยเพียงใต้ถุน
ยกโทษโปรดเถิดพ่อใจบุญ
เสียแรงได้เลี้ยงขุนมีคุณมา ฯ ๑๒ คำ ฯ
๏ร่าย เมื่อนั้น
ท้าวประดู่ได้ฟังชังน้ำหน้า
น้อยฤๅอีขี้เค้าเจ้าน้ำตา
ยังจะร่ำไรว่ากวนใจกู
เมินเสียเถิดหวาอีหน้ารุ้ง
อย่าพูดอยู่ข้างมุ้งรำคาญหู
ไสหัวมึงออกนอกประตู
ขืนอยู่ช้าไปได้เล่นกัน
ว่าพลางปิดบานทวารโผง
เบ้าในห้องท้องพระโรงขมีขมัน
ยกหม้อตุ้งก่าออกมาพลัน
พระทรงศักดิ์ชักควันโขมงไป ฯ ๖ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น
นางประแดะทุกข์ร้อนถอนใจใหญ่
แล้วข่มขืนกลืนกลั้นชลนัยน์
จะอยู่ไปไยเล่าไม่เข้าการ
แต่ทุบตีมิหนำแล้วซ้ำขับ
ให้อายอับเพื่อนรั้วหัวบ้าน
เช้าค่ำร่ำว่าด่าประจา
ใครจะทานทนได้ในฝีมือ
กูจะหาผัวใหม่ให้ได้ดี
เอาโยคีกินไฟไม่ได้ฤๅ
ไหนไหนชาวเมืองก็เลื่องฦๅ
อึงอื้ออับอายขายพักตรา
คว้าถุงเบี้ยได้ใส่กระจาด
ฉวยผ้าแพรขาดขึ้นพาดบ่า
ลงจากบันไดไคลคลา
น้ำตาคลอคลอจรลี ฯ ๘ คำ ฯ ทยอย
๏โอ้ร่าย ครั้นมาพ้นคอกวัวรั้วตราง
เหลียวหลังดูปรางค์ปราสาทศรี
เคยได้ค้างกายมาหลายปี
ครั้งนี้ตกยากจะจากไป
หยุดยืนสะอื้นอยู่อืดอืด
เดือนก็มืดเต็มทีไม่มีไต้
ฝนตกพรำพรำทำอย่างไร
ก็หยุดยืนร้องไห้อยู่ที่ร้าน ฯ ๔ คำ ฯ โอด
๏ช้า เมื่อนั้น
โฉระเด่นลันไดใจหาญ
ครั้นพลบค่ำเข็นบันไดไว้นอกชาน
ยกเชิงกรานสุมไฟใส่ฟืนตอง
แล้วเอนองค์ลงเหนือเสื่อกระจูด
นอนนิ่งกลิ้งทูดอยู่ในห้อง
เสนาะเสียงสำเนียงพิราบร้อง
ครางกระหึมครึ้มก้องบนกลทู
แว่วแว่วเค้าแมวในกลีบเมฆ
ดูวิเวกลงหลังคาเที่ยวหาหนู
พระเผยบัญชรแลชะแง้ดู
ดาวเดือนรุบรู่ไม่เห็นตัว
พระพายชายพัดอุตพิด
พระทรงฤทธิ์เต็มกลั้นจนสั่นหัว
หอมชื่นดอกอัญชัญที่คันรั้ว
ฟุ้งตลบอบทั่วทั้งวังใน ฯ ๘ คำ ฯ
๏ร่าย หวนรำลึกนึกถึงนางประแดะ
ที่นัดแนะแต่เย็นเป็นไฉน
ดึกแล้วแก้วตาเห็นช้าไป
จะร้องไห้รำพึงถึงพี่ชาย
จำจะไปให้ทันดังสัญญา
ได้ย่องเบาเข้าหานางโฉมฉาย
จึงอาบน้ำทาแป้งแต่งกาย
สวมประคำดีควายสำหรับตัว
แหงนดูฤกษ์บนฝนพยับ
เดือนดับลับเมฆขมุกขมัว
ลงบันไดเดินออกมานอกรั้ว
โพกหัวกลัวอิฐคิดระอา
หลายครั้งตั้งแต่มันทิ้งกู
พระโฉมตรูเหลือบซ้ายแลขวา
แล้วพวดแผลงสำแดงเดชา
เดินมาตามตรอกซอกกำแพง ฯ ๘ คำ ฯ เชิด
๏ ประเดี๋ยวหนึ่งก็ถึงคอกโคขัง
จะเข้าได้ดอกกระมังยังไม่แจ้ง
เห็นกองไฟใส่สุมอยู่แดงแดง
แอบแผงฟังอยู่ดูท่าทาง
เห็นทีท้าวประดู่ผู้ผัว
จะนอนเฝ้าวัวอยู่ข้างล่าง
แต่โฉมศรีนิฤมลอยู่บนปรางค์
กูจะขึ้นหานางทางล่องแมว
จึงกลิ้งครกที่ใต้ถุนเข้าหนุนตีน
พระโฉมฉายป่ายปีนอยู่แด่วแด่ว
อกใจไม้ครูดขูดเป็นแนว
จะเห็นรักบ้างแล้วฤๅแก้วตา
พระประหวั่นพรั่นตัวกลัวจะตก
ทำหนูกกเจาะเจาะเกาะข้างฝา
ไฉนไม่คอยกันดังสัญญา
อนิจจานอนได้ไม่คอยรับ ฯ ๘ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น
ท้าวประดู่สุริย์วงศ์โก้งโค้งหลับ
พอปราสาทสะเทือนไหวตกใจวับ
ลุกขยับนิ่งฟังนั่งหลับตา
คิดว่ามเหสีที่ถูกถอง
แสบท้องหายโกรธเข้ามาหา
ให้นึกสมเพชเวทนา
สู้ทนทานด้านหน้ามาง้องอน
จะขับหนีตีไล่ไม่ไปจาก
อีร่วมเรือนเพื่อนยากมาแต่ก่อน
แล้วคลี่ผ้าคลุมหัวล้มตัวนอน
พระภูธรทำเฉยเลยหลับไป ฯ ๖ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น
ลันไดล้วงสลักชักกลอนได้
เปิดประตูเยื้องย่องเข้าห้องใน
เข้านั่งใกล้ในจิตคิดว่านาง
สมพาสยักษ์ลักหลับขึ้นทับบน
ท้าวประดู่เต็มทนอยู่ข้างล่าง
พระสร้วมสอดกอดไว้มิได้วาง
ช้อนคางพลางจูบแล้วลูบคลำ ฯ ๔ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น
ท้าวประดู่ผุดลุกขึ้นปลุกปล้ำ
ตกใจเต็มทีว่าผีอำ
ต่างคนต่างคลำกันวุ่นไป
เอ๊ะจริตผิดแล้วมิใช่ผี
จะว่าพระมเหสีก็มิใช่
ขนอกรกหนักทักว่าใคร
ตกใจฉวยตระบองร้องว่าคน
ลันไดโดดโผนโดนประตู
ท้าวประดู่ร้องโวยขโมยปล้น
ตะโกนเรียกเสนาสามนต์
มันไม่มีสักคนก็จนใจ
ระเด่นโดดโลดออกมานอกรั้ว
ผิดตัวแล้วกูอยู่ไม่ได้
ก็ผาดแผลงสำแดงฤทธิไกร
วิ่งไปตามกำลังไม่รั้งรอ ฯ ๘ คำ ฯ
๏ หมาหมูกรูไล่ไม่มีขวัญ
ปล่อยชันสามขาเหมือนม้าห้อ
เต็มประดาหน้ามืดหืดขึ้นคอ
ต้องหยุดยั้งรั้งรอมาตามทาง
ถึงโดยจะไล่ก็ไม่ทัน
ผิดนักสู้มันแต่ห่างห่าง
พอแว่วสำเนียงเหมือนเสียงคราง
อยู่ในร้านริมข้างหนทางจร
เอ๊ะผีฤๅคนขนลุกซ่า
พระหัตถ์คว้าฉวยอิฐได้สองก้อน
หยักรั้งตั้งท่าจะราญรอน
นี่หลอกหลอนเล่นข้าฤๅว่าไร
ครั้นได้ยินเสียงชัดเป็นสัตรี
จะลองฤทธิ์สักทีหาหนีไม่
กำหมัดเยื้องย่องมองเข้าไป
แก่สาวคราวไหนจะใคร่รู้ ฯ ๘ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น
นางประแดะนั่งซุ่มคลุมหัวอยู่
สาละวนโศกาน้ำตาพรู
เห็นคนย่องมองดูก็ตกใจ
พอฟ้าแลบแปลบช่วงดวงพักตร์
เห็นระเด่นรู้จักก็จำได้
ทั้งสองข้างถ้อยทีดีใจ
ทรามวัยกราบก้มบังคมคัล ฯ ๔ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น
ระเด่นเห็นนางพลางรับขวัญ
นังลงซักไซ้ไล่เลียงกัน
ไฉนนั่นกัลยามาโศกี
พี่หลงขึ้นไปหานิจจาเอ๋ย
ไม่รู้เลยน้องแก้วแคล้วกับพี่
พี่ไปพบท้าวประดู่ผู้สามี
เกิดอึงมี่ตึงตังทั้งพารา
มันจะกลับจับพี่เป็นผู้ร้าย
จะฆ่าเสียให้ตายก็ขายหน้า
เขาจะค่อนติฉินนินทา
อดสูเทวาสุราลัย
จะเอาเมียแล้วมิหนำซ้ำฆ่าผัว
คิดกลัวบาปกรรมไม่ทำได้
พี่ขอถามสาวน้อยกลอยใจ
เป็นไฉนกัลยามาโศกี ฯ ๘ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น
นางประแดะดวงยี่หวามารศรี
สะอื้นพลางทางทูลไปทันที
ทั้งนี้เพราะกรรมได้ทำไว้
ครั้งนี้มิชั่วก็เหมือนชั่ว
นางตีอกชกหัวแล้วร้องไห้
ยังจะกลับมาเยาะนี่เพราะใคร
ดูแต่หลังไหล่เถิดพ่อคุณ
เขาขับหนีตีไล่ไสหัวส่ง
เพราะพระองค์ทำความจึงวามวุ่น
แต่รอดมาได้เห็นก็เป็นบุญ
อย่าอยู่เลยพ่อคุณเขาตีตาย ฯ ๖ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น
ลันไดได้ฟังนางโฉมฉาย
เขม้นมองดูหลังยังไม่ลาย
พระจูบซ้ายจูบขวาห้าหกที
เอาพระหัตถ์ช้อนคางแล้วพลางปลอบ
อย่าพะอืดพะออบเลยโฉมศรี
จะละห้อยน้อยใจไปไยมี
บุญพี่กับนางได้สร้างมา
อันระตู่ฤๅจะคู่กับนางอนงค์
มิใช่วงศ์อสัญแดหวา
โฉมเฉลาเจ้าเหมือนบุษบา
จรกาฤๅจะควรกับนวลน้อง
ถ้าเป็นระเด่นเหมือนเช่นพี่
จึงควรที่ร่วมภิรมย์ประสมสอง
ตรัสพลางทางชวนนวลละออง
เยื้องย่องนำหน้าพานางเดินฯ ๘ คำ ฯ
๏ ครั้นถึงจึงขึ้นบนตำหนัก
ตงหักกลัวจะตกงกเงิ่น
ค่อยพยุงจูงนางย่างดำเนิน
ชวนเชิญโฉมเฉลาเข้าที่นอน
ลดองค์ลงเหลือที่ไสยาสน์
พระภู่ปูลาดขาดสองท่อน
แล้วจึงมีมธุรรสสุนทร
อ้อนวอนโฉมเฉลาให้เข้ามุ้ง ฯ ๔ คำ ฯ
๏โอ้โลม โฉมเอยโฉมเฉิด
เอนหลังบ้างเถิดจวนจะรุ่ง
เสียแรงพี่รักเจ้าเท่ากระบุง
จะไปนั่งทนยุงอยู่ทำไม
เชิญมาร่วมเรียงเคียงเขนย
อย่าทุกข์เลยที่จะหามาเลี้ยงให้
เรามั่งมีศรีสุขทุกข์อะไร
เงินทองถมไปที่ในคลัง
แต่ข้าวสารให้ทานพี่นี้ฤๅ
ไม่พักซื้อได้ขายเสียหลายถัง
ทั้งปลาแห้งปลาทูปูลัง
เสบียงกรังมีมากไม่ยากจน
ขี้ครานขายนมวัวเหมือนผัวเจ้า
พี่ได้เปล่าสารพัดไม่ขัดสน
จงนั่งกินนอนกินสิ้นกังวล
พี่จะขวนขวายหาเอามาเลี้ยง
ว่าพลางทางตระโบมโลมเล้า
อะไรเล่าฮึดฮัดเฝ้าฟัดเหวี่ยง
อุแม่เอ๋ยมิให้เข้าใกล้เคียง
จะตกเตียงลงไปแล้วแก้วกลอยใจ ฯ ๑๐ คำ ฯ
๏ร่าย เมื่อนั้น
นางประแดะคลุ้มคลั่งผินหลังให้
ถอยถดขยดหนีภูวไนย
นี่อะไรน่าเกลียดเบียดคะยิก
ลูกผัวหัวท้ายเขาไม่ขาด
ทำประมาทเปล่าเปล่าเฝ้าหยุกหยิก
ปัดกรค้อนควักผลักพลิก
อย่าจุกจิกกวนใจไม่สบาย
อย่าพักอวดสมบัติพัสถาน
ไม่ต้องการดอกจะสู้อยู่เป็นหม้าย
หนีศึกปะเสือเบื่อจะตาย
เฝ้ากอดก่ายไปได้ไม่ละวาง ฯ ๖ คำ ฯ
๏ชาตรี สุดเอยสุดลิ่ม
เชิญผินหน้ามายิ้มกับพี่บ้าง
เฝ้าถือโทษโกรธเกรี้ยวไปเจียวนาง
ไม่เห็นอกพี่บ้างที่อย่างนั้น
เหมือนน้ำอ้อยใกล้มดใครอดได้
พี่ก็ไม่มีคู่ตุนาหงัน
ตั้งแต่นวดปวดท้องมาสองวัน
ใครจะกลั้นอดทนพ้นกำลัง
ทำไมกับลูกผัวกลัวมันไย
ผิดก็เสียสินไหมให้ห้าชั่ง
จูบเชื่อเสียก็ได้แล้วไม่ฟัง
ลูบหน้าลูบหลังนั่งแอบอิง
น้อยฤๅนมแต่ละข้างช่างครัดเคร่ง
ปลั่งเปล่งใจหายคล้ายกล้วยปิ้ง
อุ้มขึ้นใส่ตักรักจริงจริง
อย่าสะบิ้งสะบัดตัดไมตรี
ยิ่งดิ้นยิ่งกอดสอดสัมผัส
อุยหน่าอ่ากัดพระหัตถ์พี่
ปัดป้องว่องไวอยู่ในที
จนล้มกลิ้งลงบนที่บรรทมใน
อัศจรรย์ลั่นพิลึกกึกก้อง
ฟ้าร้องครั่นครื้นดังปืนใหญ่
เกิดพายุโยนยวบสวบสาบไป
หลังคาพาไลแทบเปิดเปิง
ฝนตกห่าใหญ่ใส่ซู่ซู่
ท่วมคูท่วมหนองออกนองเจิ่ง
คางคกขึ้นกระโดดโลดลองเชิง
อึ่งอ่างเริงร่าร้องแล้วพองคอ
นกกระจอกออกจากวิมานมะพร้าว
ต้องฝนทนหนาวอยู่งอนหง่อ
ขนคางหางปีกเปียกจนมอซอ
ฝนก็พอขาดเม็ดเสร็จบันดาล ฯ ๑๖ คำ ฯ โลม
๏ช้า เมื่อนั้น
นางประแดะหูกลวงห่วงสงสาร
ได้ร่วมรักชักเชยก็ชื่นบาน
เยาวมาลย์หมอบเมียงเคียงกาย
แล้วเชิญหม้อตุ้งก่าออกมาตั้ง
นางนั่งเป่าชุดจุดถวาย
ทรงศักดิ์ชักพลางทางยิ้มพราย
โฉมฉายขวั้นอ้อยคอยแก้คอ
ถูกเข้าสามจะหลิ่มยิ้มแหยะ
นางประแดะสรวลสันต์กลั้นหัวร่อ
พระโฉมยงทรงขับรับเพลงซอ
ฉลองหอทรงธรรม์แล้วบรรทม ฯ ๖ คำ ฯ ตระ
๏ช้า มาจะกล่าวบทไป
ถึงนางกระแอทวายขายขนม
เจ้าเงินโปรดปรานพานอุดม
นุ่งห่มผืนผ้าค่าบาทเฟื้อง
ผูกดอกออกจากฟากเรือนนาย
ลดเลี้ยวเที่ยวขายข้าวเหนียวเหลือง
ตามตลาดเสาชิงช้ามาเนืองเนือง
ปลดเปลื้องเฟื้องไพได้ทุกวัน
กับโฉมยงองค์ระเด่นลันได
รักใคร่กันอยู่ก่อนเคยผ่อนผัน
เชื่อถือซื้อขายเป็นนิรันดร์
เว้นวันสองวันหมั่นไปมา ฯ ๖ คำ ฯ
๏ร่าย วันเอยวันหนึ่ง
คิดถึงลันไดจะไปหา
นึ่งข้าวเหนียวใส่กระจาดยาตรา
ตรงมาหาชู้คู่ชมเชย
เที่ยวเตร็ดเตร่เร่ร้องแล้วท่องเที่ยว
ซื้อข้าวเหนียวหน้ากุ้งกินแม่เอ๋ย
ที่รู้จักทักถามกันตามเคย
บ้างเยาะเย้ยหยอกยื้อซื้อหากัน
พอเวลาตลาดวายสายแสง
กระเดียวดตระแกรงกรีดกรายผายผัน
ทอดกรอ่อนคอจรจรัล
มาปราสาทสุวรรณเจ้าลันได ฯ ๖ คำ ฯ เพลงช้า
๏ ครั้นถึงจึงขึ้นบนนอกชาน
เห็นทวารบานปิดคิดสงสัย
ทั้งเสียงคนพูดกันอยู่ชั้นใน
ทรามวัยแหวกช่องมองดู
เห็นโฉมยงองค์ประแดะกับระเด่น
คลี่ผ้าหาเล็นกันง่วนอยู่
โมโหมืดหน้าน้ำตาพรู
ดังหัวหูจะแยกแตกทำลาย
นี่เมียอ้ายประดู่อยู่หัวป้อม
ไยมิยมอยินยอมกันง่ายง่าย
ทั้งสี่จักรยักหล่มถ่มร้าย
มันจะให้ฉิบหายขายตน
ชิชะเตจ้าระเด่นพึ่งเห็นฤทธิ์
แต่ผ้านุ่งยังไม่มิดจะปิดก้น
จองหองสองเมียจะเสียคน
คิด่ายากจนเฝ้าปรปรือ
จึงแกล้งเรียกพลันเจ้าลันได
ค่าข้าวเหนียวสองไพไม่ให้ฤๅ
ผ่อนัดนัดหมายมาหลายมื้อ
แม่จะยื้อให้อายขายหน้าเมีย ฯ ๑๐ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น
โฉมระเด่นลันไดแรกได้เสีย
กำลังนั่งเคล้าเฝ้าคลอเคลีย
ชมโฉมโลมเมียอยู่ริมมุ้ง
ยกบาทพาดเพลาเกาสีข้าง
สัพยอกหยอกนางอย่างลิงถุง
แล้วยื่นมือมาจี้เข้าที่พุง
นางสะดุ้งดุกดิกพลิกตะแคง
เขาจะนอนดีดีเฝ้าจี้ไช
ช่างกระไรหน้าเป็นเอ็นแข็ง
จะนิ่งอยู่สักประเดี๋ยวทำเรี่ยวแรง
มาแหย่แย่งกวนใจไปทีเดียว
พอระเด่นได้ยินเสียงเรียกหา
ก็รู้ว่าชู้เก่าเจ้าข้าวเหนียว
จึงร้องว่าใครนั่นขันจริงเจียว
จะมาเที่ยวจัณฑาลพาลเอาความ
ค่าข้าวเหนียวสองไพข้าให้แล้ว
มาทำเสียงแจ้วแจ้วไม่เกรงขาม
ไม่ได้ติดค้างมาอย่าวู่วาม
ลุกลามสิ้นทีมีแต่อึง ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจา
๏ เมื่อนั้น
นางทวายยิ่งพิโรธโกรธขึ้ง
ยืนกระทืบนอกชานอยู่ตึงตึง
หวงหึงด่าว่าท้ายทาย
นี่แน่อ้ายสำเร็จเจ็ดคุก
มาลืมคุณข้าวสุกเสียง่ายง่าย
กูเชื่อหน้าคิดว่าลูกผู้ชาย
จึงสู้ขายติดค้างยังไม่รับ
ช่างโกหกพกลมประสมประสาน
จะประจานเสียให้สมที่สับปลับ
แต่เบี้ยติดสองไพยังไม่รับ
กูสิ้นนับถือแล้วอ้ายลันได ฯ 6 คำฯ
๏ เมื่อนั้น
ระเด่นตอบตามอัชฌาสัย
เขาขี้คร้านพูดจาอย่าหนักไป
ข้ารู้ใจเจ้าดอกกัลยา
เจ้าพิโรธโกรธขึ้ง เพราะหึงหวง
จึงจาบจ้วงล่วงเกินเป็นหนักหนา
ข้าผิดแล้วกลอยใจได้เมตตา
เชิญเข้าเคหาปรึกษากัน ฯ ๔ คำ ฯ
บทละครเรื่องระเด่นลันได ตามฉบับเดิมที่ได้เคยเห็นมาแต่ก่อน
เรื่องต่อไปนี้ไปนางทวายเข้าไปในเรือนเกิดทะเลาะกับนางประแดะ
นางทวายไล่ตีนางประแดะลอดล่องหนีไป แล้วระเด่นลันไดโลมนางทวายจนเข้าห้อง เป็นหมดเรื่องเพียงนั้น
พอได้เล่มสมุดไทย ๑ หนังสือเรื่องนี้มีผู้ชอบกันมาก มักบ่นกันว่าเสียดายที่จบเสีย
จึงมีผู้อื่นแต่งต่อ คิดผูกเรื่องต่ำไป ตามอำเภอใจอีกยืดยาว อย่างเช่นพิมพ์ขายในตลาด
สำนวนไม่ถึงตอนต้น ด้วยผู้แต่งไม่มีความสามารถในวรรณคดีเหมือนพระมหามนตรี (ทรัพย์)
ทั้งเรื่องที่ต่อก็ไม่เป็นเรื่องจริงดังตอนต้น จึงได้ตัดเสียไม่พิมพ์ในสมุดเล่มนี้
คงพิมพ์ แต่ที่พระมหามนตรี (ทรัพย์) แต่ง มีฉบับในหอสมุด ฯ เพียงเท่านี้
Thursday, May 03, 2007
"Of Germs, Public Hygiene, and the Healthy Body"
http://journals.cambridge.org/action/displayIssue?jid=JAS&volumeId=66&issueId=02
Thursday, March 15, 2007
บุณโณวาท คำฉันท์
วรรัตโนฬาร
เพียงเวชยันต์พิมาน
อมรเทพก็ปูนกัน
สฤษดิ์สวมพระพุทธบาท
มุนีนาถจอมธรรม์
ยังยอดศิขรบรร-
พตพิศโพรงพราย
ห้ายอดยะเยี่ยมเมฆ
จรัสดวงวิเชียรฉาย
ชวลิตพรรณราย
ระยับโชติสุริยงค์
กิ่งกาบทะทาบกาญ-
จนมณีเสตารหง
บราลียะยรรยง
ช่อฟ้าประงอนครัน
มีบรรทจัตุราช
วรพาดกระหนกพัน
เครือซ้อนสลับกัน
แกนะแก้วกระหนกกลาย
สุกรีกระหนาบชั้น
ก็ทะงันถวาดหงาย
เศียรสัตวพรรณราย
ระดะดาษระดมดี
กลีบเกล็ดกัจฉามาศ
ประดับดาญจรูญศรี
สลับรัตนรูจี
กระจ่างจัดกระจังบัง
ใบโพธิ์สุวรรณห้อย
ระยาบย้อยบรุงรัง
ลมพัดกระดึงดัง
เสนาะศัพทอลเวง
เสียงดุจสังคีต
อันดึงดีดประโคมเพลง
เพียงเทพบรรเลง
ระเรื่อยจับระบำถวาย
...
บัดการบโหรศ-
พก็โห่ขึ้นประนัง
กลองโขนตะโพนดัง
ก็ตั้งตระดำเนินครู
ฤาฒีเสมอลา
กระบิลพาลสองสู
เสวตรานิลาดู
สัประยุทธพันธนา
ตระบัดแสบกไพ-
จิตรสุรอสูรา
ถวายดวงธิดาพงา
อมเรศเฉลิมงาน
ละครก็ฟ้อนร้อง
สุรศัพทกรับขาน
ฉับฉ่ำที่ดำนาน
อนิรุธกินรี
ฝ่ายฟ้อนละครใน
บริรักษจักรี
โรมริมคีรีมี
กลลับบแลชาย
ล้วนสรรฉกรรจ์นาง
อรอ่อนละอออาย
ใครยลบอยากวาย
จิตรจงมะเมอฝัน
ร้องเรื่องระเด่นโดย
บุษบาตะนาหงัน
พักพาคูหาบรร-
พตร่วมฤดีโลม
Thursday, October 05, 2006
เพลงยาวบัตรสนเทห์ ของพระยามหามนตรี (ทรัพย์)
มิเสียทีที่เขามีวาสนา
แต่เห็นเห็นที่เขาเป็นขุนนางมา
ไม่เหมือนราชามาตย์ในชาตินี้
ประกอบหมดยศศักดิ์และทรัพย์สิน
เจ๊กจีนกลัวกว่าราชาเศรษฐี
เมื่อชาติก่อนได้พรของหลวงชี
จึงมั่งมีดูอัศจรรย์ครัน
เขาชมบุญเรียกเจ้าคุณราชามาตย์
แต่ร้ายกาจเกือบยักษ์มักกะสัน
ลงนั่งยังนาวาเหมือนชาละวัน
ขึ้นบกตกมันเหมือนสิงห์ทอง
จะเข้าวังตั้งโห่เสียสามหน
ตรวจพลอึกทึกกึกก้อง
ห่อผ้ากาน้ำมีพานรอง
หอกสมุดชุดกล้องร่มค้างคาว
นุ่งปูมเขมรใหม่วิไลเหลือ
สวมเสื้อได้ประทานห่มส่านขาว
ลงจากหอกลางหางหงส์ยาว
เมียชมว่างามราวกับนายโรง
ช่างหมดจดงดงามถึงสามอย่าง
จะได้วางกิริยาก็อ่าโถง
แต่ใจโตกว่าตับคับซี่โครง
เมื่อเดินโคลงโยกย้ายหลายทำนอง
ถนนกว้างสี่วามาไม่ได้
กีดหัวไหล่ไกว่แขนให้ขัดข้อง
พวกหัวไม้เห็นกลัวหนังหัวพอง
ยกสองมือกราบอกราบดิน
ด้วยอำนาจราชศักดิ์นั้นหนักหนา
ถ้าเข้าคาแล้วแต่ล้วนเป็นสัตย์สิ้น
มีทหารชาญไชยใจทมิฬ
ดังจะกินเนื้อมนุษย์สุดพิภพ
ไชยภักดี ว่าที่ขุนต่างใจ
ทั้งนอกในไวเวรก็เจนจบ
ศรีสังหาร พนักงานจำการครบ
แสนใจรบ รับเรียกค่าฤชา
ทั้งสามนายยอมตายในใต้ท้าว
มิเสียทีมีบ่าวคราววาสนา
เคยเชื่อใจไว้วางต่างหูตา
รู้อัธยาอาศัยน้ำใจนาย
หยุดที่ทิมกรมวังนั่งสูบกล้อง
ดูทำนองกรุ้งกริ่งหยิ่งใจหาย
พวกลูกความตามหมอบเทียวยอบกาย
กลัวกว่าพระยานายบ้านเมืองดี
หมอจีนดูไว้ในตำรา
ดวงชะตาขึ้นเมษราศี
คงจะถึงพานทองในสองปี
ถ้าเต็มทีผิดคาด ราชรองเมือง
ข่าวนอกพูดกันขันเต็มที
ว่ากลางคืนรัศมีสีเนื้อเหลือง
ดูในเรือนเหมือนแสงแมงคาเรือง
คนลื่อเลื่องพูดมากปากวัดวา
พระยาบำเรอบริรักษ์ได้ซักถาม
ว่าเดิมความโด่งดังขึ้นวังหน้า
สมภารวัดลิงขบคบภรรยา
ไปพูดจากันที่วัดน่าอัศจรรย์
ครั้นพิเคราะห์ดูความเห็นงามแน่
ชนชาวแพโรงเหล้าเหล่าบางยี่ขัน
ต่างนิยมชมชื่นตื่นกันครัน
ว่าเหมือนพระพิมพ์สวรรค์ผู้รุ่งฟ้า
ช่างสมบูรณ์ทั้งท่านคุณผู้หญิงใหญ่
งามลักษณวิไลดังเลขา
งามละม้ายคล้ายแสงสุริยา
เทวดาดลใจจึงได้กัน
หม่อมชาวเมืองสุรินทร์ชื่อสิลลา
เป็นเทือกเถาเหล่าพระยาขุขันธ์
หม่อมทับทิมเดนเลือกเทือกรามัญ
หม่อมลูกจันทน์เป็นลาวชาวอัตปือ
ตกลงมาอยู่กรุงพุงโรป่อง
แต่ลงท้องตาลอยอยู่น้อยหรือ
รอดด้วยยาเข้าอึ่งกับกึ่งกือ
พึ่งจะรื้อจากไข้ได้สามเดือน
ซื่อสัตย์สุจริตสนิทสนม
คุณชายชมหนักหนาหาไม่เหมือน
โปรดให้เป็นที่สองรองแม่เรือน
ได้ตักเตือนดูแลแม่น้อยน้อย
ให้คลานศอกคลานเข่าจนเคล่าคล่อง
ถูกทำนองนางในไว้ใช้สอย
พนักงานของใครก็ใครคอย
ได้ระเบียบเรียบร้อยทั้งถ้อยคำ
เวลาเจ้าคุณออกจากที่เฝ้า
ให้ร้องเรื่องอิเหนาเมื่อเข้าถ้ำ
ฝ่ายหม่อมที่คะนองร้องลำนำ
จนท้องน้ำเลื่องลือระบือชา
นั่งอวดสบเสียให้เมียกลัว
เกิดเป็นตัวกูนี้มีวาสนา
เครื่องเสวยคาวหวานประทานมา
กินหน้าหน้าเลื่องลือออกอื้ออึง
ฝ่ายหม่อมภรรยาบรรดานั่ง
ครั้นได้ฟังกลัวขลาดไม่อาจหึง
อีสาวสาวเหล่าพวกช่างสะดึง
มันกีดอยู่นิดหนึ่งดอกกระมัง
คิดว่าจะให้หัดมโหรี
เด็กเด็กเสียงดีมีอยู่บ้าง
ถึงวันพระไม่ได้ชำระความในวัง
ออกมานั่งหอนอกออกแขกเมือง
พวกทหารเรียนรายของกำนัล
เจ็กนั่นจีนนี่มีหลายเรื่อง
เฮ้ยบ่าวอุปราชใครขาดเคือง
พวกหัวเมืองขัดสนขนไปกิน
ปลูกเรือนเหมือนกับถวายฎีกา
นึกคอยวาสนาเมื่อหน้ากฐิน
ปัญญาท่านแทงลอดตลอดดิน
ควรจะภิญโญยศปรากฏไป
คนนอกพูดกันนั้นไม่เห็น
เมื่อครั้งเป็นนายทองปานท่านสงสัย
ข้าพเจ้าได้ส่องกล้องเป่าไฟ
ไม่ใกล้ไกลดอกกลัวฝากตัวเอยฯ
Sunday, September 03, 2006
Tuesday, August 22, 2006
ความไม่รู้ของสังคมไทยเกี่ยวกับมุสลิม
มติชน, 11 มิถุนายน 2547
ความรู้สึกของผู้เขียน เมื่อรู้ว่าเกิดเหตุการณ์ปะทะกันอย่างรุนแรงที่ปัตตานี คือความสับสนงุนงง เสียใจ รวมทั้งโกรธทั้งสองฝ่ายที่ทำให้เกิดเหตุการณ์รุนแรง เข้าใจว่าความโกรธเกิดขึ้นสะสมในช่วง 4-5 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งคงไม่ต้องทบทวนแต่ขณะเดียวกันก็รับไม่ได้กับการใช้ความรุนแรงเด็ดขาด(แม้จะเข้าใจว่าในสถานการณ์เช่นนั้นคงเป็นภาวะที่น่าอึดอัดสำหรับความไม่รู้)
แต่ที่เสียใจที่สุดก็คือภาวะที่บางคนรายงานว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์แล้วได้มีการแสดงความคิดเห็นบนเว็บบอร์ดและวิทยุจำนวนมาก ที่ชี้ให้เห็นว่า สาธารณชนไทยได้ "แสดงความระแวง เกลียดชัง และกลัวชาวมุสลิมอย่างออกนอกหน้า" รวมทั้งความเห็นที่ว่า "มุสลิมเป็นศาสนาที่นิยมความรุนแรง"
กล่าวคือ สังคมไทยได้แยกออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจนระหว่างพุทธกับมุสลิม โดยที่ชาวมุสลิมทั้งหมดถูกเหมารวมอยู่ในกรอบเดียวกันหมด
สิ่งที่อึดอัดขัดข้องใจก็คือ สังคมไทยมีนักวิชาการที่รู้เรื่องมุสลิมอยู่หลายคน แต่สภาวะที่กำลังเกิดขึ้นนี้ถือว่าเป็นความล้มเหลวของนักวิชาการในการขจัดความไม่รู้เกี่ยวกับมุสลิมของสังคมไทย
คือล้มเหลวที่จะชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างหลากหลายที่ปรากฏอยู่ในชาวมุสลิม
ล้มเหลวที่จะแสดงให้เห็นว่าในบรรดาชาวมุสลิมที่เรียกกันว่ากลุ่มมุสลิมสมัยใหม่(Modernist Muslim) ที่หันกลับไปหาพระคัมภีร์และมีเป้าหมายสูงสุดเพื่อสร้างเทวรัฐอิสลามแบบสุดโต่ง ไม่ประนีประนอมนั้น เป็นเพียงคนกลุ่มหนึ่งในบรรดาชาวมุสลิมสมัยใหม่ด้วยกันแ
ละมีชาวมุสลิมอีกจำนวนมากที่ไม่ได้เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว ที่ยึดหลักสายกลาง และพยายามปรับเอาหลักอิสลามมาใช้กับโลกยุคปัจจุบัน รวมทั้งอาจต่อต้านการนำหลักกฎหมายในศตวรรษที่ 7 มาบังคับใช้กับโลกในศตวรรษที่ 21 แบบที่ชาวมุสลิมบางกลุ่มนิยม เช่น กรณีของรัฐบาลทาลีบันในอัฟกานิสถาน และล้มเหลวในการแสดงจุดยืนให้สังคมไทยเห็นว่ามีมุสลิมอีกจำนวนหนึ่งไม่ได้เห็นด้วยกับแนวทางสุดโต่ง
ผู้เขียนเชื่อว่า ความล้มเหลวดังกล่าวของคนที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมุสลิมหรืออิสลามที่ "สาธารณชนเบาปัญญา" ชาวไทยพร้อมจะรับฟัง ความเงียบดังกล่าวจึงทำให้คนไทยส่วนใหญ่ต้องตกอยู่ในความมืดมนของความไม่รู้และแปรสภาพกลายเป็นความหวาดระแวง หรือกลัวชาวมุสลิมอย่างออกนอกหน้า
ผู้เขียนมีครูอาจารย์และเพื่อนเป็นชาวมุสลิมอยู่หลายคน มีทั้งเรื่องที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ไม่อยากให้คนเหล่านั้นถูกเหมารวมอยู่ในเข่งเดียวกันทั้งหมด และก็รู้สึกเสียใจที่คนที่ควรรู้กลับไม่พูดหรือพูดไม่ทั้งหมด จนดูเหมือนชาวมุสลิมคิดเหมือนกันทั้งหมด หรือยอมรับการตีความบางอย่างเป็นเอกฉันท์ร่วมกันทั้งหมด ซึ่งไม่น่าจะเป็นท่าทีที่ถูกต้องนัก
และรวมทั้งทำให้ล่อแหลมต่อการให้ความชอบธรรมกับการใช้รุนแรง หรือการกระทำบางอย่างราวกับว่าเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ร่วมกันในหมู่ชาวมุสลิมส่วนใหญ่
ตัวอย่างอันหนึ่งในกรณีปัตตานีก็คือ สิ่งที่ปรากฏอยู่ในสื่อต่างๆ ที่อธิบายการกระทำของมุสลิมกลุ่มนี้ว่าเป็นปฏิบัติการในทางศาสนา คือเป็นการทำจีฮัดหรือสงครามศักดิ์สิทธิ์ และศพที่ญาติพี่น้องฝังโดยไม่อาบน้ำศพ แสดงให้เห็นว่าชาวบ้านมองว่าคนเหล่านี้คือ "ซาหีด" หรือ "ผู้ที่ถูกฆ่าตายในสมรภูมิศาสนาด้วยน้ำมือของพวกต่างศาสนิก"
ผู้เขียนเข้าใจว่าชาวมุสลิมหลายคนที่รู้จักก็ทราบดีว่าการทำจีฮัดนั้นต้องประกอบด้วยกฎเกณฑ์บางอย่างที่ต้องปฏิบัติ ไม่ใช่อยู่ๆ จะลุกไปฆ่าใครที่อยู่นอกศาสนาอิสลามก็ถือเป็นจีฮัด เช่น ห้ามฆ่าผู้หญิง เด็ก และคนชรา เว้นแต่ว่าคนเหล่านี้โจมตีก่อน(น่าจะรวมถึงห้ามสังหารผู้บริสุทธิ์ที่ไม่เกี่ยวข้อง ซึ่งผู้เขียนตีความเอาเองว่าน่าจะหมายถึงคนที่ไม่ใช่นักรบ พวกพ่อค้า นักเดินทาง เป็นต้น), ห้ามทรมานและทำให้นักโทษพิการ ต้องประกาศเตือนล่วงหน้าการเข้าตี รวมทั้งนักกฎหมายอิสลามในยุคกลางก็มีความพยายามถกเถียงกันในเรื่องอาวุธและวิธีการในการฆ่าว่าอะไรรับได้หรือรับไม่ได้ เพื่อจำกัดกรอบความบาดเจ็บล้มตายของผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องให้น้อยที่สุด
นอกจากนั้น มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างนักรบมุสลิมที่ถูกศัตรูฆ่าตายในสงครามจีฮัด กับคนมุสลิมที่ตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง(เช่น ทนความเจ็บปวดไม่ได้) โดยไม่ได้ถูกศัตรูฆ่าคือฝ่ายแรกจะได้ขึ้นสวรรค์ แต่ฝ่ายหลังนั้นต้องตกนรกสถานเดียว
แต่ไม่ทราบว่า การตีความจีฮัดที่มีอิทธิพลอยู่ในภาคใต้ของไทยเป็นอย่างไร แต่ที่ปรากฏอยู่ในสื่อและความรับรู้โดยทั่วไปในขณะนี้ว่า คนที่ตายเป็น "ซาหีด" นั้นได้เป็นสัญญาณเตือนอะไรบางอย่าง ซึ่งกลัวว่าการพูดเช่นนั้นคือการประทับตราให้ความชอบธรรมกับการใช้ความรุนแรง ว่าเป็นการทำสงครามศักดิ์สิทธิ์และส่งสัญญาณการตีความดังกล่าวออกไปอย่างกว้างขวางให้แก่ชาวมุสลิม และสัญญาณดังกล่าวสำหรับคนไทยโดยทั่วไป ก็เท่ากับเพิ่มความหวาดกลัว หวาดระแวงยิ่งขึ้นไปอีก(แต่ไม่ว่าคนที่ตายเหล่านี้จะเป็น "ซาหีด" หรือไม่ก็ตาม ผู้เขียนก็ไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา)
ดังนั้น ไม่ว่าจะตรงกับความตั้งใจของผู้พูดหรือไม่ก็ตาม แต่การพูดเช่นนั้นในบริบทที่สังคมไทยมองภาคชาวมุสลิมเป็นหนึ่งเดียวกัน ก็ยิ่งตอกย้ำความเชื่อเดิมเรื่องอิสลามกับการใช้ความรุนแรง และเป็นเครื่องมือให้ชาวมุสลิมบางกลุ่มที่นิยมใช้ความรุนแรงนำการตีความเช่นนี้มาใช้อ้างความชอบธรรมการกระทำของตัวมากกว่าที่ผู้พูดตั้งใจ
ทั้งยังเป็นการตอกย้ำความรุนแรงให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทั้งที่ยังไม่มีใครสามารถบอกได้อย่างชัดเจนว่าจะอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นได้อย่างไร?
ฉะนั้นผู้เขียนเข้าใจว่า สิ่งที่จะเยียวยาความคลางแคลงใจระหว่างคนไทยด้วยกันนั้น คนที่พูดได้ดีที่สุดคือนักวิชาการมุสลิมด้วยกันเอง ที่จะต้องออกมาแสดงท่าทีให้ชัดเจนว่า การก่อวินาศกรรมในสหรัฐ บาหลี ตุรกี สเปน และการเข่นฆ่าผู้คนแบบไม่เฉพาะเจาะจงในภาคใต้ของไทยนั้น จะนับเป็นส่วนหนึ่งของการทำจีฮัดหรือสงครามศักดิ์สิทธิ์ได้หรือไม่?
หรือเป็นการกระทำที่ไม่ชอบตามหลักศาสนา(อย่างน้อยก็ตามจารีตการตีความหลักกฎหมายอิสลามของคนพูด)?
แม้ว่าการท้าทายตั้งคำถามเช่นนี้ในด้านหนึ่งอาจต้องเสี่ยงกับผู้ที่ไม่เห็นด้วย แต่ในอีกด้านหนึ่งก็จะช่วยปกป้องชาวมุสลิมจำนวนมากที่ไม่ได้เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรง ซึ่งกำลังตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์ความขัดแย้งแบ่งขั้วกันอย่างรุนแรงในขณะนี้
หากพิจารณาให้กว้างกว่านั้น กรณีของปัตตานีทำให้เห็นว่า สังคมไทยขาดแคลนความรู้เกี่ยวกับคนอื่นที่อยู่รายรอบตัวเองเพียงใด
เราไม่มีความรู้เป็นชิ้นเป็นอันเกี่ยวกับสังคมมลายู สังคมมาเลเซีย หรือสังคมอินโดนีเซีย โดยเฉพาะพัฒนาการของอิสลามในประเทศเหล่านี้ที่มีผลกระทบอย่างชัดเจนกับชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมในภาคใต้
จนเมื่อเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้น เราจึงมองภาพสังคมมุสลิมแบบเดียวเหมือนกันหมด ตั้งแต่ตะวันออกกลาง อินโดนีเซีย มาเลเซียจน ถึงปัตตานี
เราไม่รู้ขนาดว่าต้องรอให้ฝรั่งเขียนแล้วหนังสือพิมพ์ไทยต้องไปแปลมาอีกทีว่า ปัจจุบันเรามีนักเรียนไทยไปเรียนอิสลามศึกษาอยู่ในตะวันออกกลางมากน้อยเพียงใด
เราไม่รู้ว่าปัจจุบันมีนักเรียนไทยจากภาคใต้ไปเรียนหนังสืออยู่ในปอเนาะหรือเปสันเตร็นของอินโดนีเซียจำนวนเท่าไร เรียนอยู่ที่ไหน หรือเรียนอะไรกัน?
เราไม่รู้แม้กระทั่ง เช่น อาจมีนักเรียนไทยอยู่ในเปสันเตร็นของอาบู บากัร ในชวากลาง
เราไม่รู้ว่าพัฒนาการต่างๆ เหล่านี้จะเข้ามากระทบกับเราอย่างไร?
แต่เห็นอยู่ชัดๆ ว่า สิ่งเหล่านี้มันเข้ามายุ่งเกี่ยวพัวพันอยู่กับชีวิตของเรา แต่แม้ว่าเราจะเห็นได้ชัดขนาดนี้ ผู้เขียนก็ยังสงสัยว่าสังคมไทยจะหันมาให้ความสำคัญกับการศึกษาประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซียหรือมาเลเซีย มากพอกับความสำคัญที่ความรู้เกี่ยวกับสังคมเพื่อนบ้านของเราเหล่านี้จะช่วยให้เราเข้าใจและปรับตัวให้เข้ากับความผันแปรต่างๆ ที่เกิดขึ้นในภูมิภาค
ผู้เขียนไม่ได้เรียกร้องให้สังคมไทยเปลี่ยนสีปรับตัวเป็นเหมือนตุ๊กแก แต่ความรู้เกี่ยวกับสังคมเพื่อนบ้านจะทำให้เรารู้สึกแปลกหน้า หวาดระแวง หรือหวาดกลัวพวกเขาน้อยลง รวมทั้งทำให้สายตาของเรามองเห็นถึงสีสันอื่นๆ นอกจากความมืดอันพร่ามัว และความหวาดระแวงระหว่างกันเมื่อเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นในภาคใต้
Monday, August 07, 2006
ความหลากหลายที่หายไป
โดย จิรวัฒน์ แสงทอง และทวีศักดิ์ เผือกสม[1]
ภาควิชาภูมิภาคศึกษา (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
ก่อนวันที่ 5 มิถุนายน 2549 ซึ่งนายอานันท์ ปันยารชุน ในฐานะประธาน กอส. ได้ส่งรายงานฯ กอส. ฉบับสมบูรณ์ทั้ง 3 ฉบับให้แก่นายกรัฐมนตรี และแถลงยุติบทบาท กอส. ลงอย่างเป็นทางการหลังจากทำงานมาเป็นเวลา 1 ปีเศษ รายงานฯ ของ กอส. ฉบับร่างถูกส่งต่อในหมู่คนที่คอยติดตามการทำงานของ กอส. และปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างเงียบๆ นายกรัฐมนตรีไม่ได้พูดถึงปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้มาพักใหญ่ๆ ในช่วงเวลาเดียวกับที่ต้องเผชิญมรสุมทางการเมืองและพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กระทั่งก่อนหน้าวันส่งรายงานฯ กอส. ฉบับสมบูรณ์ แม้ว่าอารมณ์คุกรุ่นเกรี้ยวกราดของผู้คนจำนวนมากที่แสดงออกเป็นปฏิกิริยาต่อเหตุการณ์ที่บ้านกูจิงลือปะ อ. ระแงะ จ. นราธิวาส ซึ่งคล้ายจะเย้ยหยันแนวทางของ กอส. ที่กำลังจะเสนอแนะต่อรัฐบาลอย่างเป็นทางการนั้นเริ่มจะซาลง แต่กระนั้น ข่าวที่ผ่านออกมาทางสื่อเกี่ยวกับรายงานฯ กอส. ฉบับสมบูรณ์ก็ปรากฏอยู่เพียงแค่ 1-2 วัน เนื่องจากสังคมไทยกำลังกระตือรือร้นกับการเตรียมการเฉลิมฉลองในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี…
สังคมไทยทราบดีว่าไม่เคยมีครั้งใดในอดีตที่ความสนใจต่อจังหวัดชายแดนภาคใต้จะเกิดขึ้นเทียมเท่าในปัจจุบัน และยิ่งทราบดีว่าปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นในรอบ 2 ปีที่ผ่านมานั้นเป็นความรุนแรงที่สั่นสะเทือนสังคมไทยหนักหนา เหตุผลที่นำมาสู่กำเนิดของ กอส. อาจจะพูดกันไปได้ต่างๆ นานา และแม้ว่าแม้แต่ กอส. เองก็คงตระหนักดีถึงทัศนะที่ผู้คนส่วนใหญ่ในประเทศไทยมีต่อ กอส. แต่กระนั้นก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการพยายามขับเคลื่อนวิถีทางแห่งสันติและสมานฉันท์ ผ่านโครงการและกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ ซึ่งสามารถจารึกลงได้ในฐานะปรากฏการณ์และความพยายามครั้งสำคัญในการเผชิญหน้ากับปัญหาความรุนแรง และการแสวงหาวิถีแห่งการเยียวยาและแก้ไขของสังคมไทยนั้น ย่อมก่อดอกออกผลและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนในสังคมสักจำนวนหนึ่ง หรืออย่างน้อยที่สุดสังคมไทยน่าจะรอคอยหรือให้ความสำคัญในฐานะข้อเสนอหนึ่งในการแก้ปัญหาความรุนแรงที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งผู้คนในสังคมเกือบทุกคนย่อมอยากจะให้ยุติลง แต่ทำไมสังคมจึงเฉยเมย และรายงานฯ ฉบับสมบูรณ์นี้จึงปรากฏขึ้นอย่างเงียบเชียบ
คำตอบต่อคำถามนี้อาจจะน่าหวั่นวิตก หากจะเป็นว่าแท้ที่จริงแล้วสังคมไทยไม่คุ้นเคยกับการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี นอกเหนือจากประสบการณ์ 2 กรณีของสังคมไทยซึ่งใช้วิถีทางสมานฉันท์ในการเผชิญหน้ากับความขัดแย้งที่ กอส. ยกมาในรายงานฯ (กรณีนโยบาย 66/23 ในสงครามคอมมิวนิสต์ และการให้อภัยของญาติบางคนของผู้เสียชีวิตจากการปะทะใน “กรณีกรือเซะ”- ซึ่งที่จริงแล้วทั้ง 2 กรณียังอาจเปิดให้มีการอภิปรายกันได้อีกยืดยาว) มีกรณีใดอีกบ้างที่ให้เราสามารถนึกออกในทันที? กรณีใดอีกบ้างที่ถือได้ว่าเป็นประสบการณ์ร่วมของสังคมไทย? และท้ายที่สุด หรือจะเป็นว่าข้อเสนอด้วยแนวทางสมานฉันท์ไม่ใช่สิ่งที่สังคมไทยคาดหวังว่าจะแก้ไขปัญหาได้?
กอส. สร้างคุณูปการมหาศาลต่อสังคมไทยจากการทำงานเสนอและยืนยันแนวทางแห่งความสมานฉันท์ในช่วง 1 ปีเศษที่ผ่านมา ผ่านเครือข่ายคณะทำงานที่กว้างขวาง รวมถึงโครงการและกิจกรรมหลากหลายและอย่างต่อเนื่อง แต่กระนั้น หากจะกล่าวเฉพาะ “ตัวรายงานฯ กอส.” สิ่งที่อาจจะตั้งคำถามได้ในประการแรกสุดก็คือ สถานะของตัวรายงานฯ การทำความเข้าใจปัญหา รวมถึงอุดมคติ และแนวทางในการแก้ปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ฉบับนี้ กอส. ต้องการนำเสนอแก่ใคร? หรืออาจะถามได้ว่า กอส. ใช้โอกาสนี้ในการ “สื่อสาร” กับใครเป็นเป้าหมาย?
รัฐบาล? หรือสังคมไทยโดยรวม? หรือทั้งสองส่วน?
เป็นที่ทราบกันดีว่า กอส. กำเนิดขึ้นจากรัฐบาล หลังจากนำเสนอรายงานฯ ชิ้นนี้ต่อรัฐบาล กอส. ก็ประกาศยุติการทำงาน แต่ก็คงตระหนักกันดีเป้าหมายแห่งแนวทางสมานฉันท์ว่าควรเป็นการรณรงค์กันอย่างกว้างขวางทั่วทั้งสังคม การแก้ปัญหาความรุนแรงจึงจะเป็นวิถีทางที่ถูกต้องและยั่งยืน (ดูเป้าหมายสำคัญของ กอส. จากตัวรายงานฯ ฉบับสมบูรณ์, หน้า 3) นอกเหนือจากการให้ดาวน์โหลดได้ฟรีผ่านเว็บไซต์ กอส. เองก็มีแนวนโยบายที่แจกจ่ายรายงานฯ ให้แก่บุคคลที่สนใจ หน่วยงานต่างๆ และห้องสมุดทั่วประเทศ ขณะที่ (ย่อมคาดเดากันได้ตั้งแต่ต้นแล้วว่า) รัฐบาลนั้นคงแค่รับทราบ และมอบหมายให้รัฐมนตรีที่รับผิดชอบโดยตรงนำไปพิจารณา และ “ดำเนินการตามความเหมาะสม”[2]
หากทุกคนตระหนักดีว่าเป้าหมายแห่งการเผยแพร่แนวทางแห่งสมานฉันท์คือผู้คนในสังคมไทยโดยรวม คำถามก็คือว่า กอส. ใช้โอกาสนี้เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ให้แก่สังคมไทย ว่าด้วยคุณลักษณะเฉพาะนานาของสังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปมปัญหาในประวัติศาสตร์ และความเข้าใจความซับซ้อนของที่มาแห่งปัญหาผ่านรายงานฯ ฉบับนี้ได้เพียงใด? โดยเฉพาะคำอธิบายทางวิชาการ และข้อสรุปซึ่งได้รับการสนับสนุนด้วยงานศึกษาวิจัย ซึ่งถือสัดส่วนที่สูงในรายงานฯ ฉบับนี้
กล่าวคือ เนื้อหาสำคัญของตัวรายงานฯ กอส. ฉบับหลัก (เอาชนะความรุนแรงด้วยพลังสมานฉันท์) นั้นมี 2 ส่วน กล่าวคือ ในขณะที่เนื้อหาส่วนใหญ่ของบทที่ 3 และ 4 มีน้ำหนักของความเป็นงานวิชาการที่พยายามอธิบายรากฐานทางประวัติศาสตร์และปรากฏการณ์ทางสังคมของพื้นที่ซึ่งเกิดปัญหาความรุนแรง เนื้อหาในบทที่ 5 เป็นข้อเสนอแนวทางการแก้ปัญหาความรุนแรง ดังนั้นหากว่า รายงานฯ ฉบับนี้มุ่งหวังให้สังคมไทยเริ่มต้นด้วยความเข้าใจรากเหง้าของปัญหาความรุนแรงในฐานะเป็นบันไดขั้นแรกของการใช้วิถีทางสมานฉันท์ เนื้อหาในบทที่ 3 และ 4 นี้เองจึงควรวิพากษ์วิจารณ์อย่างเอาใจใส่ และในฐานะที่รายงานฯ นี้อ้างว่าเป็นรายงานทางวิชาการดังคำกล่าวของประธาน กอส. เองที่ว่ารายงานฉบับนี้ไม่ได้ “นั่งเทียนเขียน แต่ได้ศึกษาค้นคว้าข้อมูล สำรวจความเห็นของประชาชน พบปะข้าราชการทั้งในและนอกพื้นที่” หรือคำกล่าวอันน่าตกใจของนายแพทย์ประเวศ วะสี รองประธาน กอส. ที่ว่า “จากความขัดแย้งที่มีมากว่า 100 ปี ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีการศึกษาอย่างเป็นระบบมากที่สุด และสมบูรณ์ที่สุดในประวัติศาสตร์”[3] เราทั้งสองจึงขอวิจารณ์รายงานฯ ในฐานะงานวิชาการเท่านั้น โดยจะขอไม่กล่าวถึงความเป็น “การเมือง" ของรายงานฯ ชิ้นนี้
ประเด็นสำคัญประการแรกคือ คำอธิบายว่าด้วย “ความหลากหลาย” ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่ามักจะเป็นหัวใจสำคัญที่สุดประการหนึ่งในข้อเสนอของ กอส. ซึ่งอาจจะรวมถึงของนักวิชาการและงานวิชาการอีกเป็นจำนวนมาก ที่กระตุ้นเตือนและเรียกร้องจากสังคมไทยว่าควรต้องเริ่มต้นด้วยการเข้าใจและยอมรับความแตกต่างหลากหลาย การไม่ยอมรับความหลากหลายคือส่วนหนึ่งของปัญหาที่สำคัญมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ในรายงานฯ ของ กอส. เองกลับจะเห็นได้ถึงการไม่พยายามเปิดเผยให้เห็นความหลากหลายดังว่า โดยเฉพาะยามกล่าวถึงศาสนาอิสลาม มุสลิม “ชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายู” ฯลฯ อาทิเช่นการวินิจฉัยเหตุของปัญหาโดยกล่าวถึงปัจจัยชั้นวัฒนธรรมว่า “มีเรื่องที่ควรเข้าใจเกี่ยวกับศาสนาอิสลามอยู่ 2 เรื่องคือ ความเคร่งครัดทางศาสนาของชาวมุสลิม และทัศนะของชาวมุสลิมต่อความยุติธรรมและการต่อสู้” (หน้า 28-32) ในขณะที่ในโลกวิชาการทั้งใน “โลกมุสลิม” (เช่น อินโดนีเซีย) และตะวันตกในช่วงประมาณสองทศวรรษที่ผ่านมีการพยายามที่จะพูดถึงความหลากหลายในการตีความเกี่ยวกับอิสลาม แต่ กอส. กลับตอกย้ำภาพอิสลามแบบเคร่งครัดตายตัวหยุดนิ่งเหมือนกันทั้งหมด ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นอันตรายต่อการเข้าใจสังคมมุสลิมในภาคใต้ที่มีแพร่หลายอยู่แล้วในสังคมไทย มากกว่าจะช่วยแก้ปัญหาความรุนแรงที่ดำรงอยู่
แน่นอนว่า สังคมไทยควรตระหนักว่าปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้มีที่มาจากความต่างทางศาสนา แต่สังคมไทยก็ควรได้รับรู้เช่นกันว่าความหลากหลายของการตีความทางศาสนาของชาวมุสลิมนั้นเป็นเช่นไร เพราะสังคมไทยขาดแคลนองค์ความรู้เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวทางภูมิปัญญาและการตีความทางศาสนาที่เกิดขึ้นในดินแดนดังกล่าวและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยรวม โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของกลุ่มปัญญาชนมุสลิมที่เปิดรับกระแสการตีความตัวบทในพระคัมภีร์แบบเคร่งครัดของมุสลิมสมัยใหม่ (Modernist Islam) จากโลกอาหรับ ซึ่งนำไปสู่การปะทะกันทางความคิดกับการตีความแบบจารีต (Traditionalist Islam) จนถึงขั้นแยกกันปฏิบัติศาสนกิจในมัสยิดของบางพื้นที่ และโดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มขบวนการฯ และการเกิดปัญหาความรุนแรง แต่น่าเสียดายว่ารายงานฯ ของ กอส. ก็ยังมองข้ามหรือละเลยที่จะกล่าวถึงประเด็นปัญหานี้ไปด้วยเช่นกัน[4]
อย่างน้อยที่สุด หากรายงานฯ กอส. อยากให้สังคมไทยเริ่มต้นด้วยความเข้าใจความเจ็บปวดของชาวมุสลิมในพื้นที่ การที่สังคมไทยจะเพิ่มพูนความเข้าใจหรือขยายต่อการเรียนรู้ต่อชาวมุสลิม รายงานฯ กอส. ไม่ควรละเลยชาวมุสลิมอื่นๆ ในพื้นที่ อาทิเช่น มุสลิมเชื้อสายจีน อินเดีย อาหรับ หรือแม้แต่ไทย การเห็นความหลากหลายนี้ตั้งแต่แรกเริ่ม อาจจะส่งเสริมให้เกิดการริเริ่มที่จะเรียนรู้ประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ และปฏิกิริยาต่อความเปลี่ยนแปลงของชาวมุสลิมที่หลากหลายเหล่านั้นอาจจะแตกต่างกันออกไป
เฉกเช่นเดียวกับยามพูดถึง “ชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายู” การกระทุ้งเตือนให้สังคมไทยยอมรับถึงความแตกต่างทางชาติพันธุ์ ก็อาจจะไม่จำเป็นที่ตัวรายงานฯ จะปิดบังไม่ให้มองเห็นความหลากหลายของชาวมลายูด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะเนื้อความที่ว่า “ความเป็นมลายูนี้เชื่อมโยงพวกเขาเข้ากับ ‘โลกวัฒนธรรมมลายู’ ซึ่งต่อเนื่องยืนยงทั้งในทางภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ จากตอนเหนือของแหลมมลายูถึงสุมาตรา ไปจนถึงตอนใต้ของ ฟิลิปปินส์” (หน้า 28) นั้นอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นการละเลยต่อความมีสีสันมีชีวิตชีวาของมิติความแตกต่างในโลกมลายูอันกว้างใหญ่ไพศาล ทั้งๆ ที่ประเด็นปัญหาในเรื่องความลื่นไหลของ “ความเป็นมลายู” รวมทั้งการเป็นอัตลักษณ์ที่ถูกสร้างขึ้นในบางกรณี และมีมิติทางการเมืองแอบฝังซ่อนเร้นอยู่ (เช่น คนอาเจะห์ในมาเลเซียก็ถูกนับว่าเป็นคนมลายูเพื่อทำให้เห็นว่าสัดส่วนจำนวนประชากรที่เป็นมลายูนั้นมีมากกว่าคนเชื้อชาติอื่นในมาเลเซีย) นั้นก็เป็นเรื่องที่กำลังได้รับความสนใจอย่างแพร่หลายในโลกวิชาการเกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาช่วงหนึ่งแล้ว[5]
เพราะนอกจากความหลากหลายทางชาติพันธุ์ของชาวมุสลิมใน “โลกมลายู” แล้ว ในหมู่คนไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูด้วยกันเองยังมีความแตกต่างทางความคิด วัฒนธรรม วิถีชีวิต ความวาดหวังถึงอนาคตและการรับมือกับโลกสมัยใหม่ของคนต่างรุ่น ทั้งโลกาภิวัตน์ที่มาจากตะวันตกและโลกาภิวัตน์ที่มาจากโลกอาหรับ รวมถึงความแตกต่างทางฐานะ ต่างรุ่น และต่างชนชั้นของชาวมลายูมุสลิมด้วยเอง สังคมไทยควรได้ตั้งคำถามต่อไปจากรายงานฯ ฉบับนี้ ว่าความแตกต่างเหล่านี้มีความหมายเช่นไรต่อปฏิกิริยาหรือสัมพันธภาพต่อเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น หากแต่รายงานฯ กอส. พยายามขับเน้นที่จะฉายภาพความเจ็บปวด และให้สังคมไทยได้เห็นได้รู้สึกเฉพาะประสบการณ์และความนึกคิดของชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูเพียงส่วนหนึ่งส่วนเดียว ซึ่งคือกลุ่มคนที่ไม่ปรารถนาหรือไม่ประสบความสำเร็จหรือได้รับผลกระทบในทางลบต่อกระบวนการโลกาภิวัตน์ และทิศทางการพัฒนาของรัฐไทย อันตรายอย่างหนึ่งของการเน้นความเป็น “ชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายู” คือบีบให้คนเหล่านี้เหลือแต่ความเป็นมลายูมุสลิม แม้ว่าเราจะยอมรับความหลากหลาย แต่ไม่ควรมองข้ามประเด็นที่ว่าในความเป็นชาวไทยเชื้อสายมลายูนั้นก็มีจิตสำนึกความเป็นไทยรวมอยู่ด้วย แม้ว่าจะถูกเจ้าหน้าที่รัฐรังแกอยู่เนืองๆ ก็ตาม และสำหรับบางคนแล้วอาจจะมีสำนึกความเป็นไทยมากกว่าสำนึกความเป็นมลายูเสียด้วยซ้ำ ทั้งนี้ด้วยเงื่อนไขแตกต่างกันออกไป เช่น การเปิดรับการศึกษาที่รัฐไทยเปิดให้ หรือสถานะชนชั้นในสังคมที่เปิดให้คนเหล่านี้เปิดรับและได้ประโยชน์จากโลกาภิวัตน์และการพัฒนาของรัฐไทย กล่าวให้ถึงที่สุด อัตลักษณ์ของความเป็นมลายูอาจจะเป็นแค่เปลือกกระพี้ของการแสดงออกหรือรูปธรรมท่าทีในการปฏิบัติ (Performativity) มากเสียยิ่งกว่าความเป็นแก่นแท้แต่กำเนิด (Essence)
นอกจากความพยายามในการสร้างอัตลักษณ์ที่เป็นแก่นแท้แล้ว กอส. เองก็พยายามละเลยบทบาทของคนเชื้อชาติอื่นๆ ที่มีความสำคัญ ผูกพัน และเป็น “เจ้าของ” ประวัติศาสตร์ของปัตตานีไม่ด้อยไปกว่าคนมลายู โดยเฉพาะคนจีน ดังนั้นหาก กอส. ต้องการข้ามพ้น “ความอ่อนแอของรัฐและชุมชน” (หน้า 51-54) และเร่งรื้อฟื้นความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรมและผู้คนในพื้นที่เมื่อครั้งอดีต กอส. ย่อมไม่ควรจำกัดขอบเขตความหลากหลายในชุมชนและการเยียวยาอยู่เพียงแค่ไทยพุทธและไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูเท่านั้นเอง คำถามคือว่า พ้นไปจากกรอบพิจารณาและควรเยียวยาระหว่าง 2 กลุ่มดังกล่าว อย่างน้อยที่สุดคนจีนหรือคนอาหรับอยู่ตรงไหนในการจินตนาการถึงผลกระทบของปัญหาความรุนแรงและการเยียวยา? สิ่งที่สังคมไทยควรได้รู้จากรายงานฯ ฉบับนี้อีกเช่นกันคือประวัติศาสตร์ของความเป็นมลายูปัตตานีนั้นไม่ได้หยุดนิ่งและแห้งแล้งเฉพาะตน หากแต่สัมพันธ์อยู่กับบริบททางประวัติศาสตร์และความหลากหลายมากกว่าจะจำกัดอยู่เพียงแค่พุทธ-มุสลิม หรือไทย-มลายู ความเคลื่อนไหวก่อรูปเป็นชุมชนที่หลากหลายนั้นสัมพันธ์สืบเนื่องกับการค้านานาชาติและการเคลื่อนย้ายของผู้คนจากภูมิภาคอื่นๆ ของโลก ดังนั้น กอส. อาจจะต้องหวนกลับมาตั้งคำถามว่าความสำคัญของคนจีนมีมากมายเพียงใดต่อประวัติศาสตร์ความมั่งคั่งรุ่งเรืองทางการค้าของเมืองท่าสำคัญที่เป็นมุสลิมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะปัตตานี? หรือกระทั่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์จำนวนมากที่กล่าวถึงบทบาทของคนจีนในการเผยแพร่ศาสนาอิสลามในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงข้อเท็จจริงจากบันทึกของจาคอบ วาน เน็ค ชาวดัทช์ที่เดินทางเข้าไปในปัตตานีเมื่อสองสามปีแรกของต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 ที่ระบุว่าแรงงานชาวจีนคือผู้มีบทบาทสำคัญในการสร้างมัสยิดสำคัญของปัตตานีในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16[6] (ซึ่งเผลอๆ อาจหมายถึงมัสยิดกรือเซะที่ถูกทำให้เป็นอัตลักษณ์สำคัญของชาวมลายูปัตตานีในปัจจุบันนั่นเอง) การคงอยู่ของคนจีนทั้งในประวัติศาสตร์และปัจจุบันดังกล่าวนี้ ควรที่จะเป็นส่วนหนึ่งของความหลากหลายทางสังคมและวัฒนธรรมของปัตตานี และเป็นส่วนหนึ่งที่สังคมไทยควรให้ความสำคัญด้วยเช่นกันไม่ใช่หรือ?
หลายเนื้อความที่พยายามให้ผู้อ่านรายงานฯ ได้เห็นและยอมรับความต่างทางศาสนา ซึ่งอาจจะมีที่มาจากการที่ กอส. ตั้งเป้าหมายอย่างจริงจังต่อตัวรายงานฯ เพื่อให้รัฐบาล และสังคมไทยโดยรวม ปัดความเชื่อที่ว่าปัญหาความรุนแรงนั้นเกี่ยวข้องกับศาสนา แต่การยึดมั่นดังกล่าวกลับกลายเป็นว่าทำให้ลดความสำคัญของมิติทางวัฒนธรรมไปอย่างน่าเสียดาย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในเรื่องนี้ก็คือการตีความเรื่องการอาบหรือไม่อาบน้ำศพผู้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2547 แม้ว่าจะเคยมีการให้ข้อมูลและอธิบายเกี่ยวกับแบบแผนปฏิบัติในเรื่องการอาบหรือไม่อาบน้ำศพของชาวมลายูในแถบปัตตานีไว้อย่างน่าสนใจ[7] แต่ในตัวรายงานฯ กอส. กลับเลือกที่จะกล่าวว่า “ศพของคนเหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกนำไปฝังโดยไม่มีการอาบน้ำเหมือนศพมุสลิมทั่วไป แต่ฝังไปทั้งหมดเลือดและรอยกระสุนเพราะเห็นคนเหล่านี้เป็นผู้ตาย ‘ชะฮีด’ คือคนที่ตายด้วยน้ำมือของคนที่ไม่ใช่มุสลิมในการต่อสู้เพื่อพิทักษ์รักษาศาสนาอิสลาม ดังนั้นวิธีที่พวกเขาตายได้ชำระศพให้ “สะอาด” แทนการอาบน้ำศพเรียบร้อยแล้ว การใช้มีดพร้าเข้าต่อสู้กับอาวุธสมัยใหม่เป็นภาพของความกล้าหาญที่มีองค์ประกอบของศรัทธาไว้ด้วยอย่างสำคัญ” (หน้า 33) การตีความในลักษณะดังกล่าวนี้จะเป็นอันตรายต่อแนวทางสมานฉันท์หรือไม่ หากสามารถทำให้คิดไปได้ว่ากำลังแสดงนัยว่า กอส. เลือกตีความเรื่องนี้ให้เข้ากรอบของอุดมการณ์การทำสงครามศักดิ์สิทธิ์ (ญีฮาด) ถึงแม้ว่า กอส. จะมีข้อมูลว่านั่นคือการให้ความหมายของผู้คนที่ปฏิบัติต่อศพหลังเหตุการณ์ดังกล่าว อย่างน้อย กอส. ก็ควรจะให้พื้นที่กับการให้ความหมายอื่นๆ ที่เป็นแบบแผนปฏิบัติทางวัฒนธรรมอยู่ในปัตตานีด้วยเช่นกัน
ขณะเดียวกัน การส่งเสริมความเข้าใจกันและกันของคนในรัฐ อาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องเน้นย้ำให้เห็นเฉพาะเพียงแค่ความเจ็บปวดหรือการทำร้ายจากรัฐ ประสบการณ์ร่วมของประชาชนในประเทศคงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ “ปมเหตุในระดับโครงสร้าง [ซึ่ง] คล้ายปัญหาชนบทไทยในที่อื่นๆ คือประสบปัญหาความยากจน ความอ่อนด้อยของคุณภาพการศึกษา ความไม่เป็นธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐ และความบกพร่องของกระบวนการยุติธรรม” (หน้า 2) หากแต่แท้ที่จริงแล้วในทางกลับกันทุกคนก็มีธรรมชาติแห่งการขัดขืนและตอบโต้อยู่ด้วยเช่นกัน วิถีทางแห่งการขัดขืนของชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูมักไม่ค่อยได้รับการอธิบายอย่างที่ควรจะเป็น นับแต่ครั้งอดีตสังคมไทยมองชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูอยู่เพียงแค่ 2 มิติ คือไม่เป็น “คนอื่น” ที่น่าหวาดระแวง (และบางครั้งลุกลามไปถึงการ “ไม่พึงประสงค์”) หรือไม่ก็เป็น “พวกเรา” ที่เจ็บปวดและน่าสงสาร รายงานฯ ของ กอส. ยังคงเน้นย้ำคำอธิบาย 1 ใน 2 มิติดังกล่าวนั้น โดยไม่เปิดเผยหรือพยายามกระตุ้นให้สังคมไทยมองเห็นความมีสีสันในวิถีชีวิต ซึ่งรวมเอาการต่อต้านขัดขืนในหลากหลายรูปแบบต่อสิ่งต่างๆ ในระดับวิถีชีวิตประจำวัน การให้โอกาสผู้คนในสังคมไทยได้รับรู้สิ่งนี้อาจจะทำให้เราเห็นประสบการณ์ร่วมในหลายมิติมากขึ้น อันอาจสร้างความเข้าใจระหว่างกันได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน
ปัญหาประการนี้อาจมีที่มาจากการที่รายงานฯ ของ กอส. ถูกครอบงำโดยกลุ่มความคิดเดียว ซึ่งเป็นกระแสสำคัญในความเปลี่ยนแปลงของแวดวงวิชาการและปัญญาชนของสังคมไทยในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา คือกระแสการ “ยืนอยู่เคียงข้างคนทุกข์ยาก” และที่สำคัญคือการยืนอยู่ตรงข้ามรัฐกับทุนจนยึดถือกันเป็นความชอบธรรมและถูกต้องที่สุดเพียงหนึ่งเดียว กล่าวเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่า การยืนอยู่เคียงข้างคนทุกข์ยากนั้นไม่ใช่สิ่งดี แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นดูเหมือนกับว่ากระแสวิชาการในลักษณะดังกล่าวนี้ไม่ใคร่เหลือพื้นที่ให้กับความเห็นต่าง โดยเฉพาะในประเด็นที่มีจุดยืนร่วมกับความเห็นของหน่วยงานรัฐในบางเรื่อง และทำให้ดูเหมือนว่าความเห็นต่างนั้นจะกลายเป็นการเชิดชูรัฐกับทุน มุมมองดังกล่าวส่งผลกระทบไม่น้อยในการอธิบายปัญหาในหลายๆ กรณี ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วคนที่เห็นต่างอาจไม่ได้หมายความว่าเขาจะเห็นด้วยกับรัฐในทุกเรื่อง และไม่ได้หมายความว่าการเห็นด้วยกับรัฐในบางเรื่องจะทำให้เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาของรัฐ
ผลในท้ายที่สุด การละเลยต่อความหลากหลายดังกล่าวเหล่านี้ อาจจะกลายเป็นการทำให้เกิดคำถามสำคัญต่อตัวรายงานฯ ฉบับนี้ขึ้นมาก็ได้ว่า ยามตัวรายงานฯ พูดหรืออ้างถึง “คนในพื้นที่” รวมถึงความเห็น ทัศนะ ความต้องการ ฯลฯ ของพวกเขานั้น แท้ที่จริงแล้วมันครอบคลุม หรือมีข้อจำกัด หรือมีความน่าเชื่อถือหรือไม่ เพียงใดกัน และการละเลยความหลากหลายดังกล่าวก็อาจจะมีส่วนทำให้การเสนอมาตรการแห่งความสมานฉันท์บางประการไขว้เขวไปจากสิ่งที่ควรจะเป็น อาทิเช่น เมื่อตัวรายงานฯ เน้นย้ำโดยอาจจะไม่รู้ตัวต่อความเป็นหนึ่งเดียวของศาสนาอิสลามและมุสลิม ข้อเสนอมาตรการสมานฉันท์อย่างยั่งยืนที่เป็นรูปธรรม ให้มีการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศระหว่างมุสลิมในประเทศไทยและในโลกมุสลิม “โดยให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาในแนวทางสันติวิธีบนฐานศาสนาอิสลามที่โลกมุสลิมยอมรับ” (หน้า 88) คำถามก็อาจจะตามมาว่า “โลกมุสลิม” นั้นคืออะไร? โลกมุสลิมแบบอิหร่านซึ่งผู้หญิงไม่มีสิทธิเข้าไปในสนามฟุตบอล? โลกมุสลิมแบบซาอุดิอาระเบียซึ่งผู้หญิงไม่มีสิทธิขับรถ? โลกมุสลิมแบบอาฟกานิสถานซึ่งครูคนหนึ่งถูกตัดหัวเพราะไปสอนหนังสือให้ผู้หญิงในโรงเรียน? โลกมุสลิมแบบตุรกีซึ่งได้ถอดถอนศาสนาออกจากปริมณฑลทางการเมืองไปมากแล้วที่ไม่ได้ปฏิเสธโลกสมัยใหม่และกระแสโลกาภิวัตน์? โลกมุสลิมแบบอินโดนีเซียซึ่งผู้หญิงค่อนข้างมีเสรีภาพ? เพราะ “โลกมุสลิม” นั้นเต็มไปด้วยความหลากหลาย และขึ้นอยู่กับเงื่อนไขอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะศาสนาอิสลาม สำนึกในสังคมไทยต่อความหลากหลายของ “โลกมุสลิม” นั้นมีอยู่อย่างค่อนข้างจำกัด สำนึกที่จำกัดอาจจะทำให้ข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมมีความจำกัดตามไปด้วย และแท้ที่จริงแล้ว การแสวงหาหนทางแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนด้วยการส่งเสริมความสัมพันธ์ของมุสลิมในประเทศไทยกับโลกภายนอกนั้น ควรจำกัดอยู่เฉพาะ “โลกมุสลิม” เท่านั้นหรือ? แล้วไม่ควรส่งเสริมความสัมพันธ์กับโลกเสรีประชาธิปไตย? สาธารณรัฐประชาชนจีน? หรือแม้แต่สหรัฐอเมริกา? ซึ่งน่าจะเป็นจิตวิญญาณแบบปัตตานีในยุครุ่งเรืองทางการค้าที่ชอบอ้างกัน
ความพยายามอย่างจริงจังที่จะโน้มน้าวรัฐบาลและสังคมไทยให้คล้อยตามแนวทางที่ กอส. เสนอ ในบางครั้งอาจนำมาสู่ปัญหาในการเขียนเชิงวิชาการของตัวรายงานฯ ด้วยเช่นกัน นอกเหนือจากการพยายามเน้นความปวดร้าว และลักษณะ “โศกนาฏกรรม” ในหลายส่วนของตัวรายงานฯ เราจะพบว่าความพยายาม “มากเกินไป” อาจนำมาสู่ปัญหาความเคร่งครัดในการใช้ข้อมูล ตัวอย่างเช่น การวินิจฉัยเหตุของปัญหาความรุนแรงในส่วนของ “ปัจจัยชั้นบุคคล” (หน้า 13-16) แน่นอนว่าความเชื่อมั่นในหลักการที่ว่าการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนแท้จริงควรให้ความสำคัญกับเงื่อนไขเชิงโครงสร้างและวัฒนธรรมมากกว่าปัจจัยชั้นบุคคลนั้น เป็นสิ่งที่สังคมไทยควรสนับสนุนและเห็นพ้อง แต่กระนั้นจะสามารถเห็นได้ถึงความพยายามของรายงานฯ ที่ทำให้การอธิบายปัจจัยชั้นบุคคลกลายเป็นความคลุมเครือสับสน เพื่อเน้นย้ำความชอบธรรมของการแก้ปัญหาในมิติอื่น หากตัดสินในทางวิชาการ อาจจะทำให้ดูเหมือนว่ารายงานฯ กอส. เลือกใช้ข้อมูลเฉพาะชุดที่สามารถรองรับความเชื่อและอุดมการณ์ของผู้เขียนรายงานฯ ตัวอย่างเช่น เมื่อกล่าวถึงการสรุปภาพความรุนแรงในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา ความพยายามที่จะขับเน้นให้เห็นความไม่สอดคล้องกันของความคิดเห็นและข้อมูลจากกลุ่มต่างๆ ทำให้ตัวรายงานฯ เลือกที่จะกล่าวถึงข้อมูลในงานวิจัยของ ดร. ศรีสมภพ จิตภิรมย์ศรี ที่ได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นจากชาวบ้าน “จำนวนไม่น้อย” ที่เห็นว่าสาเหตุของเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นจากการฉวยโอกาสแก้แค้นเรื่องส่วนตัว และกลุ่มฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์เพื่อแก้แค้นเจ้าหน้าที่มากกว่าจะเป็นเรื่องการเมืองของการแบ่งแยกดินแดนที่ฝ่ายรัฐเชื่อ ซึ่งเป็นข้อมูลสำรวจของปี พ.ศ. 2547 มาสนับสนุนความเห็นที่ไม่สอดคล้อง แต่กับข้อมูลของปี 2548 ซึ่งน่าจะสอดคล้องกับความเห็นของหน่วยงานอื่นกลับถูกกล่าวไว้ในเชิงอรรถ ทั้งๆ ที่ข้อมูลปี 2547 ซึ่งมาจากชาวบ้าน “จำนวนไม่น้อย” นั้นได้รับการขยายความในเชิงอรรถให้รู้ว่ามาจากการสำรวจเฉพาะพื้นที่จังหวัดปัตตานี ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์-4 มีนาคม 2547 (ก่อนเกิดเหตุการณ์มัสยิดกรือเซะ) ขณะที่การสำรวจของปี 2548 นั้นพบว่าประชาชนถึงร้อยละ 85 ของกลุ่มตัวอย่างที่สำรวจ เชื่อว่าสาเหตุของเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดจากฝีมือของ “ฝ่ายก่อการ” (หน้า 14-15 และเชิงอรรถที่ 15 ในหน้า 102-103)[8]
ความพยายามในลักษณะดังกล่าวนี้ อาจจะทำให้เกิดการตั้งคำถามต่อทัศนคติที่มีต่อ “ความจริง” ความเคร่งครัดต่อข้อมูล และการรับฟังอย่างทั่วถึงของ กอส. เอง โดยเฉพาะเมื่อพอจะรับรู้กันได้ว่า กอส. มักจะตั้งคำถามหรืออาจจะปฏิเสธ “ความจริง” ของกลุ่มหรือหน่วยงานอื่นๆ โดยเฉพาะหน่วยงานของรัฐ อาทิ ตำรวจและทหาร อันอาจจะรวมถึง “เสียง” และความต้องการของนักธุรกิจและบุคคลในพื้นที่ว่าไม่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจปัญหาและอยู่ห่างไกลจาก “ความเป็นจริง” เกี่ยวกับเหตุการณ์ความรุนแรงในภาคใต้ (ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดกรณีหนึ่ง คือเสียงอันก้ำกึ่งของคนในพื้นที่ต่อพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548)
ด้วยตระหนักดีถึงเป้าหมายของตัวรายงานฯ ที่ต้องการส่งเสริมความเข้าใจในสังคม (โดยเฉพาะในประเด็นทางศาสนา) และข้อจำกัดทั้งในแง่ที่ว่ารายงานฯ ฉบับนี้ถูกเขียนขึ้นในนามของ “คณะกรรมการ” ซึ่งอาจจำเป็นที่จะต้องรวมเอามุมมองที่แตกต่างออกไปเข้าไว้ด้วยกัน รวมถึงข้อจำกัดด้านเนื้อที่ของตัวรายงานฯ ที่อาจจะไม่สามารถลงลึกในรายละเอียดได้อย่างครอบคลุมหรือมากเกินไป แต่กระนั้นบางครั้งก็อาจจะทำให้เกิดคำถามขึ้นมาได้ว่า การละเลยไม่กล่าวถึงข้อมูลบางอย่างนั้นจะหมิ่นเหม่ต่อการกลายเป็นเจตนาปิดบังบางอย่าง และที่สำคัญคือไม่สรรค์สร้างให้เกิดแรงกระตุ้นต่อการตั้งคำถามเพื่อแสวงหาความจริงขึ้นในสังคมไทย ตัวอย่างกรณีหนึ่งอาทิเช่น เมื่อตัวรายงานฯ ต้องการให้ผู้อ่านรับรู้และตระหนักถึงความแตกต่างแบบแผนทางสังคมและวัฒนธรรม การกล่าวถึงสถานะและลักษณะเฉพาะของสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ควรหรือไม่ที่จะต้องกล่าวถึง อธิบาย หรือสืบค้นความจริงเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของอุสตาซส่วนหนึ่งซึ่ง (ถูกกล่าวว่า) มีฐานะเป็นแกนนำสำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความรุนแรง จนกระทั่งบางคนที่บาดเจ็บจากการปะทะกับเจ้าหน้าที่รัฐและถูกจับกุม (ถูกรายงานผ่านสื่อว่า) ให้สัมภาษณ์ยอมรับการเคลื่อนไหวก่อความรุนแรงของกลุ่มอุสตาซ อย่างน้อยที่สุดคือจะตอบคำถามที่เกิดขึ้นต่อรายงานที่ผ่านมาทางสื่อ หรือความเห็นของเจ้าหน้าที่รัฐส่วนใหญ่ในพื้นที่ ซึ่งมีแนวโน้มจะกล่าวถึงปัญหาเหล่านี้ไปในทิศทางเดียวกันได้อย่างไร?
จะเป็นไปได้หรือไม่ว่า การตั้งคำถามต่อประเด็นนี้อาจจะนำไปสู่ความเข้าใจแบบแผนทางสังคมและวัฒนธรรมของพื้นที่ซึ่งเกิดปัญหาความรุนแรงได้ในระดับที่ลึกขึ้น และอาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญที่เปิดเผยให้เห็นปัจจัยชั้นโครงสร้างและชั้นวัฒนธรรมอันส่งผลให้เกิดความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรง ซึ่งความเข้าใจในปัจจัยเหล่านี้ในทัศนะของ กอส. นั้นคือบันไดขั้นแรกของการแก้ปัญหาด้วยแนวทางสมานฉันท์ แต่ท้ายที่สุด สังคมไทยก็จะพบว่าเราขาดแคลนความรู้ในประเด็นดังกล่าวนี้อยู่เช่นเดิม และตัวรายงานฯ ของ กอส. ก็ไม่ได้ทิ้งร่องรอยให้แก่การตั้งคำถามและต่อยอดสืบค้นต่อไป
กล่าวโดยสรุปได้ว่า ปัญหาประการสำคัญของคำอธิบายเชิงวิชาการในรายงานฯ กอส. ก็คือขณะที่ กอส. พยายามจะบอกให้สังคมไทยยอมรับความหลากหลาย เคารพวิถีชีวิต ขนบวัฒนธรรม และการดำรงอยู่ของคนไทยมุสลิมเชื้อสายมลายู แต่คนไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูที่ กอส. กล่าวถึงตลอดตัวรายงานฯ กลับขาดความหลากหลายเสียเช่นกัน
การถือกำเนิดของ กอส. เป็นประสบการณ์ที่สำคัญของสังคมไทย แม้ว่าตัวรายงานฯ จะไม่อาจไขความสงสัยเหตุการณ์จำนวนมากซึ่งผู้คนในสังคมอยากรู้ (อาทิ ความตายของโต๊ะอิหม่ามบ้านละหาร อำเภอสุไหงปาดี กรณีการอพยพของคน 131 คน ความตายของ 2 นาวิกโยธินที่บ้านตันหยงลิมอ เหตุการณ์ที่บ้านกูจิงลือปะ และแม้แต่คนกลุ่มใด ความคิดใด และเงื่อนไข “แท้จริง” ใดที่นำมาสู่ความรุนแรง) ซึ่งอาจทำให้เกิดคำถามว่าการไม่อาจรู้ถึงมูลเหตุของสิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่การเสนอทางออกได้เช่นไร แต่ข้อเสนอรูปธรรมในตัวรายงานฯ และที่สำคัญคืออุดมคติที่อยู่เบื้องหลังข้อเสนอเหล่านั้น เป็นสิ่งที่สังคมไทยควรได้เรียนรู้ในการแสวงหาวิธีการจัดการกับปัญหาความรุนแรง ซึ่งไม่ใช่เฉพาะแต่ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น ข้อเสนอรูปธรรมท้าทายความกล้าของรัฐบาล พร้อมๆ กับที่อุดมคติดังกล่าวนี้ท้าทายสังคมไทย ซึ่งต้องยอมรับความจริงว่าคุ้นเคยกับความโกรธเกรี้ยว และการใช้ความรุนแรง มากกว่าวิถีทางแห่งสันติ
[1] งานวิจารณ์นี้ได้รับการชี้แนะในหลายประเด็นจากการสนทนากับ ศ. ดร. ดันแคน แม็คคาร์โก และ ดร. แพทริค โจรี อย่างไรก็ตามเนื้องานที่ตื้นเขิน บกพร่อง และหลงประเด็นที่มีย่อมเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนทั้งสองเท่านั้น
[2] ดู มติชน, วันพุธที่ 7 มิถุนายน 2549, และวันพฤหัสบดีที่ 8 มิถุนายน 2549.
[3] มติชน, วันพุธที่ 7 มิถุนายน 2549.
[4] มีงานศึกษาทางวิชาการจำนวนมากที่แสดงให้เห็นความหลากหลายของการตีความอิสลาม สำหรับในกรณีของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาจจะดูได้จากเอกสารประกอบการสัมมนานานาชาติเรื่อง “Voices of Islam in Europe and Southeast Asia” จัดโดยภาควิชาภูมิภาคศึกษา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ร่วมมือกับภาควิชาการศึกษาข้ามวัฒนธรรมและภูมิภาคศึกษา มหาวิทยาลัยโคเปนฮาเกน, โรงแรมทวินโลตัส, นครศรีธรรมราช, 20-22 มกราคม 2549.
[5] กรุณาดู Timothy P. Barnard (ed.), Contesting Malayness: Malay Identity Across Boundaries (Singapore: SUP, 2004).
[6] Anthony Reid, Southeast Asia in the Age of Commerce 1450-1680, Volume One: the Lands Below the Winds (New Haven: Yale University Press, 1988), p. 68; หลายบทความที่แสดงให้เห็นถึงสีสันของผู้คนหลากเชื้อชาติในพื้นที่ดังกล่าวตั้งแต่อดีตอาจดูได้จาก เอกสารประกอบการสัมมนานานาชาติเรื่อง Plural Peninsula: Historical Interactions between Thai, Malays, Chinese, and Others จัดโดยภาควิชาภูมิภาคศึกษา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ร่วมกับสถาบันเอเชียศึกษา (Asia Research Institute), มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์, ณ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์, นครศรีธรรมราช, 5-7 กุมภาพันธ์ 2547.
[7]ดู นิธิ เอียวศรีวงศ์, “มองสถานการณ์ภาคใต้ผ่านแว่นขบถชาวนา,” ศิลปวัฒนธรรม (มิถุนายน 2547), หน้า 110-124.
[8]ดูเปรียบเทียบในบทความที่ตีพิมพ์ล่าสุดของ Srisompob Jitpiromsri กับ Panyasak Sobhonvasu เรื่อง “Unpacking Thailand’s Southern Conflict: The Poverty of Structural Explanations,” Critical Asian Studies, 38:1 (2006), 95-117. ซึ่งระบุว่า “In general, local people view the situation differently from the government; the government has tended to depict the violence as actions by a minority of extremists, whereas locals favor other explanations. However, recent survey data show that people are now becoming more inclined to attribute the violence to the activities of militants and extremists, acting in the name of separatist or similar movements. Attitude survey research conducted twice among Pattani residents, in March 2004 and March 2005, reveals that people considered domestic militant groups to be a major cause of the violence” (p.101).








